http://www.zhenguhealthland.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  บทความ ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ  คลิปวีดีโอ  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 04/04/2008
ปรับปรุง 21/11/2017
สถิติผู้เข้าชม186,290
Page Views221,851
สินค้าทั้งหมด 1
Menu
หน้าแรก
บทความ
ข่าวสาร
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
คลิปวีดีโอ
ติดต่อเรา
ถ้วยดูดสุญญากาศ
การนวดฝ่าเท้า
สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นจากแพทย์ทางเลือกสามประสาน ประสบการณ์ผู้ป่วย
ผลงานของอาจารย์สุทัศน์
เสนอนำแพทย์ทางเลือกสามประสาน เสริมช่วยปฎิรูปสาธารณสุข

ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือกสามประสาน

                                                               ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  

เป็นศูนย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการนำแพทย์ทางเลือกสามประสาน มาเสริมสร้างสุขภาพและเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  บำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอาการโรคของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แพทย์ทางเลือกสามประสาน  คืออะไร

  1. การนวดฝ่าเท้าแบบจีน
  2. การนวดกดจุดลมปราณ
  3. การครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)

 

                                                               

                 อาจารย์สุทัศน์ (คนกลาง) ถ่ายภาพคู่กับ อาจารย์ จงเชิงเวย (คนขวา)

 

                   แพทย์ทางเลือกสามประสาน   เป็นแพทย์ทางเลือกที่สอดคล้องกับสังคมสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน  สอดคล้องกับสภาพการณ์สุขภาพร่างกายของผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบัน  ซึ่งสามารถนำเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  ขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ ของระบบหลอดเลือด   รวมทั้งอาการโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  เช่น  อาการโรคความดันโลหิตสูง  ความดันโลหิตต่ำ  โรคหัวใจ  (อาการโรคหัวใจที่ยังไม่รุนแรงถึงขึ้นระดับหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือหัวใจล้มเหลว)  อาการโรคเบาหวาน  ไตพร่อง  อาการโรคข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ  (เช่น  โรคข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้นคอ  ข้อศอก  ข้อมือ  ข้อต่อเอว ฯลฯ เจ็บปวดอักเสบ)  อาการเวียนศีรษะ  อาการโรคแพ้ภูมิต้นเอง (SLE)  โรคหวัด  ระบบย่อยขับถ่ายผิดปกติ  ท้องผูก  สตรีประจำเดือนไม่ปกติ ฯลฯ


                 ก่อนที่เราวิเคราะห์ว่า  ทำไมแพทย์ทางเลือกสามประสาน  สามารถเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  ขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล   เรามาช่วยกันวิเคราะห์ดูว่าสาเหตุและปัจจัยลบอะไรที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน   มีภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำ  สุขภาพที่อ่อนแอ  เป็นโรคง่าย  ง่ายก่อเกิดอาการโรคหวัด  คอเจ็บ  ปวดหัว ฯลฯ  และมีผู้คนไม่น้อยร่างกายมีอาการโรคประจำตัวเรื้อรังเกาะติดสะสม  ดังเช่น  อาการโรคความดันโลหิตสูง  ความดันโลหิตต่ำ  โรคหัวใจ  โรคเบาหวาน  โรคข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ  สตรีประจำเดือนไม่ปกติ  มดลูกโตมีเนื้องอกหรือกระทั่งเนื้อร้าย (มะเร็ง)  เช่นเดียวกับที่บริเวณทรวงอกเต้านม  ก็พบซีสต์เนื้องอกหรือกระทั่งเนื้อรัาย (มะเร็ง) ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ท้องผูก ฯลฯ

สาเหตุและปัจจัยลบที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบันภูมิคุ้มกันตกต่ำ สุขภาพทรุดโทรมอ่อนแอเป็นโรคง่าย  และง่ายก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา  ก็คือ

1.  สิ่งแวดล้อม  มลภาวะเป็นพิษ  ชั้นอากาศก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซพิษต่าง ๆ นับวันจะเพิ่มทวีมากขึ้น

2.  อาหารการกินการดื่มที่เราบริโภค  ส่วนมากเติมใส่สารยาเคมีต่างๆ โดยเฉพาะบางอย่างยังเจือปนด้วยสารยาฆ่าเชื้อ  ฆ่าแมลงสารยากันบูดที่รุนแรง ก่อเกิดผลข้างเคียงทำลายบั่นทอนอวัยวะหลักในร่างกาย  เช่น  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  ไต  ตับ  ฯลฯ

3.   การดำเนินชีวิตในสังคมสมัยปัจจุบันที่แข่งขันรุนแรง  ทำให้ผู้คนส่วนมากมีอารมณ์ที่เคร่งเครียด  กังวล  ห่วงใย  ทำให้เลือดไหวเวียนไร้ระเบียบ   ร่างกายสูญเสียความสมดุล

4. การเคลื่อนไหวร่างกายของผู้คนส่วนมากที่ลดน้อยลงไปอย่างมาก  

            ทำไมแค่  4 อ  ถึงรุนแรงจนทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายทั้งบ้านทั้งเมือง     ก่อนที่เราจะมาเจาะลึกหาสาเหตุที่ทำให้สุขภาพเราทรุดโทรม   ผมใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมวิเคราะห์ถึงความสำคัญของโครงสร้างระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์เรา   โดยเฉพาะหน้าที่ของอวัยวะหลัก  เช่น  ปอด  หัวใจ  ไต  ตับ  และกลไกของระบบหมุนเวียนเลือด  ระบบประสาท  กลไกของระบบเส้นลมปราณ   และกลไกของเขตสะท้อนที่กระจายอยู่  2 ข้างฝ่าเท้า  ซึ่งอวัยวะและกลไกระบบต่างๆ ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกายเราอย่างแน้นแฟ้น

 

ความหมายของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

                      ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกธร  ปิยธำรงรัตน์  ผู้แต่งเขียนหนังสือ   “ระบบอวัยวะของร่างกาย”  ได้กล่าวถึงความหมายของระบบอวัยวะของร่างกายมนุษย์ว่า  “ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยระบบอวัยวะ  ( organ system)  อันมีวิวัฒนาการมาอย่างเหมาะสมและประกอบเป็นร่างกายที่สมบูรณ์แบบสอดคล้องกับการดำรงชีวิตเป็นอย่างดี  ระบบอวัยวะทั้งหลายจะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาร่างกายให้คงสภาพชีวิตอยู่ได้ตราบเท่าอายุขัย   หากระบบอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไปก็ย่อมทำให้ร่างกายเสียสมดุล    ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บบั่นทอนชีวิต   ดังนั้นการมารู้จักธรรมชาติของระบบอวัยวะเหล่านี้   ทั้งในแง่โครงสร้างและการทำงาน   จึงมีส่วนสำคัญในอันที่จะทำให้เราสามารถดูแลร่างกายให้ปกติสุข   ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บจนกว่าจะถึงเวลาเสื่อมสลายไปเองตามธรรมชาติ

                  ปอด   ทำหน้าที่ควบคุมการหายใจเข้าออกของร่างกาย  ฟอกอากาศฟอกเลือด  ช่วยหัวใจสูบฉีดเลือด   รวมทั้งขับเคลื่อนลมปราณ  (พลังชี่)  ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนในร่างกาย  มีโครงข่ายเชื่อมโยงใกล้ชิดกับผิวหนัง  เส้นขน  จมูกและลำไส้ใหญ่  ปอดช่วยขับของเสีย  น้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย  โดยทางจมูกและเหงื่อ  และขับของเสียลงสู่ลำไส้ใหญ่ออกจากร่างกาย   หากปอดพร่องประสิทธิภาพ   นอกจากตัวปอดเองเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ยังจะก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ในร่างกายตามมา  เช่น  เป็นหวัด  หลอดลมอักเสบ  ภูมิแพ้  เกิดอาการบวมน้ำ  ระบบย่อยและขับถ่ายผิดปกติ   หลอดเลือดหัวใจตีบ  ฯลฯ

                 หัวใจ   เป็นเจ้าแห่งเลือด  ทำหน้าที่ปั๊มสูบเลือดเข้าหลอดเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย  เป็นเจ้าแห่งอวัยวะภายใน  ทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินไปของชีวิต   ถ้าหากเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจติดขัด   หัวใจปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง   นอกจากจะเกิดอาการเจ็บป่วยโดยตรงที่หัวใจแล้ว    ยังก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายตามมา

                  ไต  เป็นรากฐานของอวัยวะภายใน  มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับกระดูก  ไขกระดูก  สมอง  เส้นผม  หู  อวัยวะสืบพันธุ์  ทวารหนัก

                   ไต  ทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็นของชีวิต   สารจำเป็นสามารถเปลื่ยนเป็นเลือด  ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ให้ทำหน้าที่เป็นปกติ  และมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรค   สารจำเป็นของไตสร้างไขกระดูก   เพื่อไปหล่อเลี้ยงกระดูกและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย    ทำหน้าที่กลั่นกรอง   ควบคุมการไหลเวียนและสมดุลของปริมาณน้ำในร่างกาย  ควบคุมทั้งปัสสาวะและอุจจาระ     ไตยังควบคุมหยิน หยาง  ของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย  ไต   จึงมีความสัมพันธ์กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย  ในเวลาเดียวกัน  ไตเป็นอวัยวะที่อ่อนไหว  แพทย์จีนจึงเน้นอยู่เสมอ  “ไตเหมาะกับเสริมสร้างบำรุง  ไม่เหมาะกับถูกกระทบกระเทือนบั่นทอน”   ถ้าไตพร่องอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ก็จะตามมา    ภูมิคุ้มกันตกต่ำ  เป็นหวัดง่าย  ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  บวมน้ำ    ข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ  ปัสสาวะไม่ราบรื่น  นอนหลับไม่ดี  ร่างกายอ่อนล้า  ฯลฯ

                   ตับ  เป็นอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง    ที่มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับถุงน้ำดี  เส้นเอ็น  ตา  ฯลฯ  ตับเป็นคลังสะสมเลือด     ช่วยรักษาสมดุลของเลือดในร่างกาย     กลางวันตับจะแผ่ซ่านลมปราณ (ชี่)  และเลือด  ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  กลางคืนจะดึงเลือดกลับมา  1/3 ส่วนเพื่อเก็บไว้ที่คลังต้น   เนื่องจากค่ำคืนอวัยวะทุกส่วนในร่างกายจะพักผ่อน  ไม่จำเป็นต้องเลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงมาก  รวมทั้งตัวตับเอง  ตับผลิตน้ำดีผ่านท่อถุงน้ำดี    และหลั่งออกทางลำไส้เล็ก  ช่วยการย่อยอาหาร   ถ้าตับพร่องประสิทธิภาพ   นอกจากอาจก่อเกิดอาการอักเสบในตับ     ยังอาจก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ในร่างกายตามมา   เช่น  เกิดอาการกรดไหลย้อน  ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ   ถุงน้ำดีเป็นนิ่ว   อาการเจ็บป่วยผิดปกติของตา   ประจำเดือนไม่ปกติ ฯลฯ

 

ระบบหมุนเวียนเลือด

                      ระบบหมุนเวียนเลือด   ประกอบด้วยเลือดไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด  โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าสู่เส้นเลือด   เพื่อลำเลียงไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  ระบบหลอดเลือดเป็นวงจรปิด   การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดนี้  1 รอบใช้เวลาประมาณ  30 นาที  ฉะนั้นในเวลาดังกล่าวการไหลเวียนของเลือด     ต้องไหลเวียนอย่างมีพลังต่อเนื่องสม่ำเสมอ    จึงจะสามารถนำสารอาหารที่มีคุณประโยชน์   รวมทั้งออกซิเจน  ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะต่างๆ   ระหว่างเส้นเลือดฝอยแดง  และเส้นเลือดฝอยดำ   ซึ่งทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารซึ่งกันและกันอยู่นั้น    การไหลเวียนของเลือดยิ่งต้องมีพลัง   การแลกเปลี่ยนสารจึงจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ   กล่าวคือ  สารอาหารที่มีคุณประโยชน์    ลำเลียงโดยเส้นโลหิตฝอยแดงมาหล่อเลี้ยงอวัยวะ  จะถูกอวัยวะดูดซึมไปใช้ประโยชน์   ส่วนของเสียที่เกิดขึ้น    ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  เลือดเสียบางส่วนหลังจากผ่านการเผาผลาญ   แลกเปลี่ยนสารจะต้องถูกเส้นโลหิตฝอยดำนำออกจากบริเวณดังกล่าว   เพื่อลำเลียงไปรวบรวมสู่เส้นโลหิตดำ (ใหญ่)  แล้วลำเลียงไปสู่ปอดเพื่อให้ปอดฟอกเป็นเลือดสีแดงที่มีคุณค่า    แล้วส่งต่อให้หัวใจบีบส่งเข้าสู่เส้นเลือดอีกครั้ง   แต่ถ้าหากการไหลเวียนของเลือดในร่างกายไร้ประสิทธิภาพ    ของเสียหรือสารพิษต่างๆ  ก็จะไม่สามารถถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ   จะเกิดมีของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดบางส่วน  ทยอยตกค้างอยู่  ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะ    เมื่อสะสมนานวันจะแปรเป็นของเหลว  ลิ่มเลือด  หรือกระทั่งเป็นของแข็ง  ซีสต์  เนื้องอก  หรือกระทั่งเป็นเนื้อร้าย  ผนังหลอดเลือดนับวันยิ่งแคบลง  การไหลเวียนของเลือด  ไม่โล่ง   ติดขัด   อาการเจ็บป่วยไม่สบายของอวัยวะดังกล่าว  ก็จะเกิดขึ้นตามมาส่งผลให้ร่างกายสูญเสียสมดุล

                    ระบบประสาท    ประกอบด้วย  เส้นประสาทและเซลล์ประสาทซึ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกายเป็นหลัก    ปกติเส้นประสาท    เซลล์ประสาทต้องอาศัยเลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ  ถึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ในเวลาเดียวกันเลือดก็ต้องการ  การขับเคลื่อนจากเซลล์ประสาทที่มีประสิทธิภาพ    เลือดถึงจะสามารถไหลเวียนได้อย่างสม่ำเสมอ   ในที่นี้ผมใคร่ขอเชิญทุกท่านมาดูตัวระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติก  ซึ่งกระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังของเรา     ซึ่งระบบประสาทตัวนี้แสดงถึงความสัมพันธ์และควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย   ตั้งแต่ต้นคอ  สมอง  ใบหน้า  ปอด  หัวใจ  ตับ  ถุงน้ำดี  ม้าม  กระเพาะอาหาร  ไต  ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ฯลฯ  แสดงว่าระบบประสาทนอกจากจะเกี่ยวข้องกับเลือดที่ไหลเวียนในหลอดเลือดแล้ว      ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย


                  กลไกระบบเส้นลมปราณ  4 – 5 พันปีก่อนแพทย์จีนโบราณค้นพบว่าในร่างกายมนุษย์เรามีระบบเส้นลมปราณทำงานเป็นโครงข่าย  ซึ่งมีเส้นลมปราณหลัก  12  เส้นกระจายอยู่  2 ข้างเท้า  2  ข้างแขนและแตกเป็นเส้นลมปราณแขนง  ลมปราณย่อยและจุดลมปราณต่างๆ ประมาณ 409 จุด   กระจายอยู่ทั่วร่างกายซึ่งเส้นลมปราณต่างๆ  เหล่านี้เชื่อมโยงซึ่งกันและกันและยังเชื่อมโยงกับอวัยวะต่างๆ รวมทั้งผิวหนัง  กระดูก  เนื้อเยื่อ  เส้นเอ็น    เส้นลมปราณและจุดลมปราณต่างๆ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  เชื่อมสัมพันธ์กับอวัยวะและปรับอวัยวะให้กลับเข้าสู่การทำงานตามปกติ   ปรับทั่วร่างกายเข้าสู่สมดุล



                   กลไกของเขตละเขต    ฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของประสาท   ร่างกายมนุษย์มีกลไกเขตสะท้อนซึ่งกระจายอยู่  2  ข้างฝ่าเท้า  ซึ่งมีเขตสะท้อนประมาณ  64  เขต  แต่ละเขตเกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   กล่าวคือ  ถ้าหากเขตสะท้อนใดเกิดอาการเจ็บปวด  เลือดไหลเวียนติดขัด   ก็จะสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์เกิดมีอาการเจ็บปวดไม่สบาย   เช่นเดียวกัน  ถ้าอวัยวะภายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ก็จะสะท้อนไปถึงเขตสะท้อนฝ่าเท้าที่เกี่ยวข้องเกิดอาการเจ็บปวดหรือผิดรูปทรง  

                    จากบทความเบื้องบนเราจะเห็นกลไกของเขตสะท้อน  และกลไกของระบบเส้นลมปราณ  ระบบเส้นประสาท   มีความสัมพันธ์กับระบบไหลเวียนเลือดและประสิทธิภาพของอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกายอย่างใกล้ชิด      สังคมปัจจุบัน     เนื่องจากคนส่วนมากดำเนินชีวิตสวนทางและขัดกับธรรมชาติ   โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลงอย่างมาก     เวลาเดินทางสัญจรไปมาไม่ใช้  2  เท้าเป็นหลัก   เพราะมีพาหนะสารพันชนิด  เช่น  รถยนต์  รถไฟ  เครื่องบิน  เรือยนต์  ฯลฯ  อำนวยความสะดวก   2 มือก็เกือบไม่ต้องขยับทำงานคอยกดแต่ปุ่มของเครื่องใช้ไฟฟ้า  คอมพิวเตอร์   การเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลงทำให้กลไกของเขตสะท้อน   กลไกของระบบเส้นลมปราณ   กลไกของระบบประสาท    มีประสิทธิภาพตกต่ำเสมือนถูกบล๊อกไว้   ส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนในหลอดเลือดอย่างไร้ระเบียบ     ทำให้อวัยวะต่างๆ  กลไกระบบต่างๆ ภายในร่างกายตกต่ำ   โดยเฉพาะกลไกของระบบย่อยและขับถ่าย   ระบบกลั่นกรอง    ระบบดุลยภาพที่ตกต่ำ    ร่างกายก็จะไม่สามารถขจัดของเสียออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ     ทำให้มีของเสียทยอยตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย   บวกกับวันๆ เรายังต้องสูบอากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   ก๊าซพิษต่างๆ  เข้ามาในร่างกาย   บริโภคอาหารที่ปรุงแต่งสารเคมี   สิ่งต่างๆ เหล่านี้   ถ้าหากมิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากจะทำให้เลือดหนืดการไหลเวียนของเลือดช้าลง     ยังจะก่อเกิดการตกค้างสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  เกาะติดสะสมนานวันก็จะแปรเป็นของเหลว   เป็นลิ่มเลือด  หรือกระทั่งเป็นของแข็ง  ซีสต์  เนื้อร้าย  ผนังหลอดเลือดนับวันจะแคบลง   การไหลเวียนของเลือดไม่โล่ง  เกิดอาการติดขัด   อาการเจ็บป่วยไม่สบายตามอวัยวะต่างๆ ก็จะตามมา

                    ในสภาพการณ์เช่นนี้  คนส่วนมากในสังคมยังมองข้าม   ผลเสียรุนแรงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ  ที่คอยบั่นทอนสุขภาพเราอยู่เกือบตลอดเวลา      มีบุคคลบางกลุ่มดำเนินชีวิตอย่างไร้วินัย  รวมทั้งมีพฤติกรรมบริโภคอาหารที่ตามใจปากไม่ถูกหลักอนามัย     ส่งผลซ้ำเติมบั่นทอนอวัยวะหลักในร่างกาย   ทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียสมดุล   และก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ตามมา  อาทิ

-  กลุ่มบุคคลที่นิยมรับประทานอาหารรสเค็ม  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  นิยมบริโภคน้ำดื่มที่มีสารกาแฟอิน  เช่น  ชา  กาแฟ  และเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำ  เนื่องจากสารกาแฟอินสะสมมากถึงระดับหนึ่งก็จะไปบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของไต  ทำให้ไตบกพร่อง

-  กลุ่มบุคคลที่นิยมสูบบุหรี่   ดื่มเหล้า  เบียร์เกินปริมาณบ่อยครั้ง  บุหรี่มีสารนิโคตินสะสมระดับหนึ่ง   จะบั่นทอนประสิทธิภาพงานของปอด  หลอดลมและไต   ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สะสมระดับหนึ่งจะไปบั่นทอนตับและไต

-   กลุ่มบุคคลที่นิยมทานอาหารตามเหลา  ภัตตาคาร  โรงแรม  อาหารที่ปรุงแต่งเกินควรซึ่งมี  ไขมัน  โปรตีน  คอเลสเตอรอลที่มากเกินควร  รับประทานบ่อยครั้ง  นานวันจะทำให้ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  หรือกระทั่งเกิดอาการท้องผูก

-  กลุ่มบุคคลที่ปกติทานอาหารไม่ค่อยครบ  5 หมู่  ทำให้ร่างกายขาดสารบางอย่าง    และนิยมบริโภคเสริมด้วยสารเคมีบำรุง   หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำเร็จรูป  (บางอย่างจะผสมด้วยสารเคมี  โดยมิได้ปรึกษาแพทย์ก่อนว่า  สารเคมีและอาหารเสริมเหล่านี้เหมาะสมกับสุขภาพตนหรือเปล่า)   ถ้าหากสารเคมีและอาหารเสริมเหล่านี้มิได้ถูกร่างกายดูดซึมไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ   ส่วนเกินที่เหลือก็จะตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายตามกระเพาะ  ลำไส้และตามข้อต่อต่างๆ   สะสมนานวันจะก่อเกิดอาการย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  หรือข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ

-    กลุ่มบุคคลที่ทำงานประจำอยู่กับกิจการ  หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีต่างๆ  (หรือกระทั่งก๊าซพิษ)    จากที่คลุกคลี่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมี  ก๊าซพิษเป็นเดือนเป็นปีๆ  สารเคมี  ก๊าซพิษเหล่านี้จะทยอยแทรกซึมผ่านทางจมูก  หลอดลม  ผิวหนัง  ตลอดถึงปอด    สะสมอยู่ในร่างกายระดับหนึ่ง   จะก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ในร่างกายตามมา   เช่น  เป็นหวัด  คอเจ็บ  ปวดหัวง่าย  ภูมิแพ้  ปอดอักเสบ   ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   ท้องผูก    โรคผิวหนัง    หรือกระทั่งอาการเจ็บปวดตามข้อต่อต่างๆ   

-   บุคคลที่มีภาระหน้าที่จำเป็นต้องทำงานอยู่ในช่วงกลางคืน    และกลุ่มบุคคลอีกประเภทที่ใช้ชีวิตเวลาช่วงค่ำคืนเฝ้าอยู่กับรายการโทรทัศน์  ดูหนังดูละคร  หรือเล่นคอมพิวเตอร์จนดึกดื่น  2 ยามตีหนึ่ง  บุคคลดังกล่าวนี้ส่วนมากจะมีสุขภาพภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง   ง่ายก่อเกิดอาการโรคต่างๆ เนื่องจากตามธรรมชาติร่างกายมนุษย์เรา  พอถึงค่ำคืน  อวัยวะทุกส่วนในร่างกายต้องการพักผ่อน    แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับไปกระตุ้นผลักดันอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้กลับมาทำงานอีกครั้ง   โดยเฉพาะตับ  ต้องกลับมาทำงานแผ่ซ่านลมปราณ (ชี่)  และเลือดมาหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นานวันตับก็จะอ่อนล้า  พร่องและก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายของตัวตับและอวัยวะอื่นในร่างกายตามมา   ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ว่าด้วยสรีระของตับ

              วิธีดำเนินชีวิตที่สวนทางกับธรรมชาติ   การเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อย  สิ่งแวดล้อมมลภาวะเป็นพิษ   อาหารการกินการดื่มที่ปรุงแต่งสารเคมี  สารพิษต่างๆ   การแข่งขันที่รุนแรง   อารมณ์ที่เคร่งเครียด  กังวล  ห่วงใย  บวกกับวิธีดำเนินชีวิตที่ขาดระเบียบวินัย     เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ   เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดอย่างไร้ระเบียบ      ฉะนั้นปัจจุบันเราจะพบคนไทยจำนวนมากมีระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   หรือเกิดอาการท้องผูก  กรดไหลย้อน   ภูมิคุ้มกันตกต่ำ   เป็นหวัด  ปวดหัว  ภูมิแพ้  สตรีบริเวณมดลูก  รังไข่และบริเวณเต้านมมีเนื้องอก  ซีลต์หรือเนื้อร้าย  มะเร็ง  ผู้ชายวัยกลาง  40 – 50 ปี ก็เกิดมีอาการต่อมลูกหมากโตอักเสบ  กระทั่งเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก  ข้อต่อต่างๆ ( เช่น ปวดเอว  ข้อต่อเอวอักเสบ  ข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้อคอ)   เจ็บปวดอักเสบ  ความดันโลหิตสูง   ความดันโลหิตต่ำ  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ฯลฯ     เมื่อคนส่วนมากในสังคมตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้   เวลาเกิดมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ถ้าเป็นอาการโรคที่ไม่รุนแรง  หรือเพิ่งเกิดอาการใหม่ๆ  รับการบำบัดจากแพทย์ทำการบำบัดขจัดแก้ไขอาการเฉพาะที่มีอยู่   อาการที่มีอยู่จะถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดี   แต่ถ้าหากเป็นผู้ป่วยที่มีสุขภาพทรุดโทรม  อ่อนแอ  ภูมิคุ้มกันต่ำ   ร่างกายมีอาการโรคประจำตัวหลายอาการสะสมอยู่   อวัยวะหลายอย่างบกพร่อง  ร่างกายสูญเสียความสมดุลค่อนข้างมาก    เวลารับการบำบัดจากแพทย์แขนงใดๆ  โดยมิได้บำบัดอาการโรคแบบองค์รวม    ควบคู่กับการขจัดแก้ไขโรคเฉพาะทางไปพร้อมกัน   เพียงแต่เน้นขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะหน้าที่มีอยู่   ถึงแม้อาการโรคที่มีอยู่อาจถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีขึ้น   แต่เนื่องจากทั่วร่างกายของผู้ป่วยยังคงสูญเสียสมดุลอยู่    อีกไม่ช้าไม่นานอาการเจ็บป่วยที่ถูกขจัดแก้ไข  ทุเลา  ก็อาจกลับมาอีก   โดยเฉพาะถ้าเป็นวิธีบำบัดและการใช้ยาบำบัดแล้วก่อเกิดมีผลข้างเคียง   ทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียความสมดุล    ก็อาจทำให้ผู้ป่วยก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนตามมา  

                 เมื่อตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้  ทุกคนจึงต้องตื่นตัว  สนใจ  ดูแลสุขภาพ  ต้องสรรหามาตราการต่างๆ เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  จะได้มีพลังและมีกำลังใจที่จะต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บที่คอยคุกคามทำร้ายร่างกายเราอยู่เกือบตลอดเวลา 


แล้วจะทำอย่างไรเราถึงสามารถฟื้นฟูสุขภาพและภูมิคุ้มกันแข็งแรงดีขึ้น

               วิธีแรก   ต้องพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากเท่าทีจะมากได้  โดยปกติผู้ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก  ผู้ที่ใช้แรงงานในการทำงานอยู่ตลอดเวลาทั้งวัน  เลือดลมจะไหลเวียนในร่างกาย    และสุขภาพดีกว่าผู้ที่ใช้แต่สมองนั่งทำงานบนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ทั้งวัน   หรือไม่ต้องออกกำลังกายให้เป็นประจำทุกวัน  (ไม่ใช่ออกกำลังกายแค่อาทิตย์ละ  3-4 วัน)  และการออกกำลังกายต้องปฏิบัติให้ถูกหลักวิธี   เพื่อให้สอดคล้องกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดของร่างกายเรา   เพราะหลอดเลือดในร่างกายเราเป็นวงจรปิด   การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด   จะไหลเวียนอยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  โดยการไหลเวียนหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ  30 นาที  ฉะนั้นการออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการ  คือ  ก่อนออกกำลังกายต้องอบอุ่นร่างกาย  (โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายประเภทรุนแรง  ยิ่งต้องอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ)  ช่วงบริหารการออกกำลังกายต้องต่อเนื่องสม่ำเสมอ  ไม่ใช่ทำ ๆ หยุด ๆ ใช้เวลาขั้นต่ำอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง  การขี่จักรยาน  การถีบจักรยาน  ว่ายน้ำให้ต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง  การเดินขั้นต่ำ  30 -40  นาที  (การเดินฝีก้าวต้องเดินเร็วได้ระดับหนึ่ง  ไม่ใช่เดินอย่างช้าๆ สบายๆ )  ในเวลาเดียวกันวิธีการออกกำลังต้องให้สอดคล้องกัยสุขภาพ  พลังร่างกายของตนที่มีอยู่อย่าหักโหม  เป็นต้น  เช่นบางคนปกติไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน   แต่พอมีเวลาออกกำลังกายก็ออกกำลังกายเพลินมากถึง  2 –  3  ชั่วโมง  วิธีดังกล่าวนี้นอกจากจะเผาผลาญพลังร่างกายเกินควรแล้ว   ยังมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเกิดการสดุดบาดเจ็บและเกิดเจ็บป่วยไม่สบายตามมา

            ทั้งนี้  การออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการ หลังจากเราออกกำลังกายถึงระยะเวลาหนึ่ง  อวัยวะทุกส่วนและกลไกระบบต่างๆ  ภายในร่างกายจะถูกปรับปรุงให้เข้าสู่ระบบสมดุลสูงสุดและร่างกายก็จะหลั่ง “สารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin)” ออกมารับใช้สุขภาพ  ซึ่งสารเอ็นดอร์ฟินนี้เป็นยาวิเศษที่ช่วยเสริมสร้างปรับปรุงร่างกายเราให้เข้าสู่สมดุล  และทยอยปรับภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงดีขึ้นและสิ่งที่ต้องย้ำและจำให้ขึ้นใจก็คือ  การออกกำลังกายที่ถูกหลักต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน  ไม่ใช่เพียงอาทิตย์ละแค่  3 – 4 วัน

                   วิธีที่สอง  พยายามบริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย  พยายามทานอาหารให้ครบ  5 หมู่  และเน้นบริโภคอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก  แต่ถ้าผู้ใดจำเป็นต้องเสริมทานวิตามิน  หรืออาหารเสริมบางอย่างก็สมควรปรึกษาจากแพทย์ก่อน  มิฉะนั้นถ้าหากสารยาเคมีหรืออาหารเสริมที่มีสารเคมีผสมที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกาย   มิได้ถูกร่างกายเราดูดซึมไปใช้เป็นประโยชน์หรือดูดซึมได้เพียงเล็กน้อย   และสารเคมีที่เหลือมิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ  ก็จะกลายเป็นของเสีย  สารพิษตกค้าง  และสะสมในร่างกาย

                  บริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย   พยายามหลีกเลี่ยงทานอาหารประเกทรสจัด  เช่น  เค็มจัด  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  อาหารที่ปรุงแต่งเกินควร  ฯลฯ  รวมทั้งอาหารเครื่องดื่มที่มีสารกาแฟอิน   รวมทั้งเหล้า  แอลกอฮอล์    เนื่องจากอาหารเครื่องดื่มเหล่านี้  รับประทานบ่อยครั้งนานวันจะบั่นทอนประสิทธิภาพของการทำงานของไต  ทำให้ไตพร่องประสิทธิภาพงานตกต่ำ  ถ้าหากไตเราพร่องแล้ว   อาการเจ็บป่วยไม่สบาย  ปัญหาต่างๆ ก็ตามเกิดขึ้น  เช่น  ขับปัสสาวะไม่รื่บ  ระบบย่อยขับถ่ายอ่อนแอ  ท้องผูก  (ไต ทำหน้าที่กลั่นกรอง  ควบคุมการปัสสาวะ  อุจจาระ)  กระดูก  ข้อต่อต่างๆ  อาจบกพร่องเจ็บปวดอักเสบตามมา  (สารจำเป็นของไต  สร้างเป็นไขกระดูก  เสริมความแข็งแกร่งของข้อต่อกระดูก)  รวมทั้งอาการเจ็บปวดไม่สบายอื่นๆ  ตามมา       (ไตควบคุมหยินและหยางและการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกาย

                      ในที่นี้ผมแนะนำให้บริโภคมันเทศ  มาช่วยระบบย่อยขับถ่ายของเรา  ซึ่งมันเทศมีประโยชน์ต่อการช่วยย่อยขับถ่ายมาก  แพทย์จีนและสื่อตะวันตก  ยกย่องเป็นพืชผักอันดับหนึ่งของการต่อต้านมะเร็งลำไส้   สามารถรับประทานแบบนึ่ง  เผา  หรือมันเทศต้มขิง (ขิงแก่)  มันนึ่งเผาสามารถรับประทานได้บ่อยๆ  แต่มิควรทานเวลาช่วงเย็น  เพราะอาจทำให้ท้องจุกแน่น  ส่วนมันเทศต้มขิง  ทานอาทิตย์ละ  2 – 3 ครั้งก็พอ  เนื่องจากขิงแก่เผ็ด  ทานมากจะบั่นทอนถูกไต   มะขามหวานก็เป็นผลไม้หนึ่ง  ช่วยย่อยขับถ่ายได้ค่อนข้างดี   แต่ต้องรับประทานปริมาณมากระดับหนึ่ง  ขั้นต่ำต้อง  10 ฝัก

              วิธีที่สาม   ลดอารมย์ของความเครียด  กังวล  พยายามจัดสรรเวลานั่งสมาธิ  สวดมนต์   เพื่อปรับจิตใจร่างกายให้สงบ   รักษาร่างกายให้อยู่ในความสมดุลย์

            วิธีที่สี่   นำแพทย์ทางเลือกสามประสานมาเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ  แพทย์ทางเลือกสามประสานนี้มีประโยชน์มากต่อการนำมาเสริมช่วยวงการแพทย์ขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการโรคต่าง ๆ ของระบบหลอดเลือด  และยังเป็นแพทย์ทางเลือดที่ประชาชนทั่วไปยังสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ   และบำบัดโรค  (อาการโรคที่ไม่รุนแรง)  ด้วยตนเอง

                ส่วนที่ว่าทำไมแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้  มีประสิทธิภาพประสิทธิผลและพลังมากมาย  ต่อการนำมาบำบัดอาการโรคต่างๆ ของระบบหลอดเลือด  ผมใคร่ของเชิญชวนทุกท่านลองมาศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับความรู้วิชา  และทฤษฎีของแต่ละศาสคร์ของแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้  รวมทั้งหลังจากเรานำทั้งสามศาสตร์แพทย์ดังกล่าวนี้  มาประสานใช้ด้วยกันแล้ว  ทำไมถึงเกิดมีพลังมากมาย  มีประสิทธิภาพประสิทธิผลต่อการบำบัดโรตต่างๆ  

พลังแห่งการนวดฝ่าเท้า

ทำไมจะต้องนวดฝ่าเท้า

นวดฝ่าเท้าแบบจีนมีผลดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร

                   ฝ่าเท้าเราเป็นบริเวณที่ห่างไกลสุดจากหัวใจ  และเป็นบริเวณที่เส้นหลอดเลือด  เส้นโลหิตฝอยแดง  เส้นโลหิตฝอยดำ   รวมทั้งเส้นประสาทกระจายปลายสุด  ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้เลือดที่ปั๊มออกจากหัวใจเข้าสู่หลอดเลือด   แล้วไหลเวียนมาบริเวณนี้มีความดันเลือดต่ำและมีการไหลเวียนช้ากว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย   นอกจากนี้บริเวณ  2 ข้างฝ่าเท้ายังมีข้อต่อ 33  ข้ออันเป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลต้านทานการไหลเวียนของเลือดสูง   จึงเป็นบริเวณที่มีของเสีย  สารพิษเกาะติดง่ายโดยเฉพาะเกาะติดสะสมอยู่ตามข้อต่อต่าง  ๆ ตาม  2 ข้างฝ่าเท้านี้          

                   ทฤษฎีของการนวดฝ่าเท้าได้อธิบายเอาไว้ว่า  ที่ฝ่าเท้าของมนุษย์เรามีเขตสะท้อน 64  เขต กระจายทั่ว  2  ข้างเท้า  แต่ละเขตสะท้อนเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย กล่าวคือ ถ้าหากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานบกพร่องหรือกระทั่งเกิดอาการเจ็บปวด  ก็จะส่งผลสะท้อนไปเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้า  เกิดมีอาการเจ็บปวดตามมา  เช่นเดียวกันในเวลาที่เขตสะท้อนที่ฝ่าเท้าเกิดมีอาการเจ็บปวด หรือเปลี่ยนรูปทรง  ก็จะส่งผลสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์   ทำให้เกิดมีอาการเจ็บปวดหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องตามมา  

                   ดังนั้น  เวลาเราทำการนวดฝ่าเท้ากับเขตสะท้อนที่มีอาการเจ็บปวดหรือเปลี่ยนรูปทรง  พลังแรงนวดได้กระตุ้นถูกเซลล์ประสาทที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบข้างเขตสะท้อนและอวัยวะภายในที่เกี่ยวสัมพันธ์  (โดยผ่านศูนย์กลางประสาทเชื่อมโยง)   ทำให้เซลล์ประสาทเหล่านี้ตื่นตัวและทำงานอย่างกระฉับกระเฉง  พร้อมทั้งผลักดันให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยเฉพาะได้ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดของเสียสารพิษออกจากผนังหลอดเลือด  ทำให้หลอดเลือดขยายกว้างขึ้น   เลือดไหลเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ  อาการเจ็บปวดที่มีอยู่ก็จะทยอยทุเลาหายดี  


นวดฝ่าเท้าแบบจีนแตกต่างกับการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพอย่างไร?

                    นวดฝ่าเท้าแบบจีน   มีประวัติยาวนานมา  4,000 – 5,000 ปี  เป็นวิธีนวดฝ่าเท้าที่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง  ๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   เมื่อ   15  ปีก่อน  ผมเดินทางไปที่เมืองจูไห่  (ติดกับมาเก๊า)  สาธารณรัฐประชาชนจีน   เพื่อศึกษาวิธีนวดฝ่าเท้าแบบจีนกับ   “อาจารย์จงเชิงเวย”  ซึ่งเป็นวิชานวดฝ่าเท้าประจำตระกูลและปกติความรู้และวิชาชีพดังกล่าวจะถ่ายทอดให้เฉพาะลูกหลานในตระกูลเท่านั้น    แต่ผมโชคดีที่อาจารย์จงเชิงเวยเชื่อใจรับผมเป็นลูกศิษย์  พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาชีพนี้ให้กับผม

                   วิธีการนวดฝ่าเท้าแบบจีนตำรับอาจารย์จงเชิงเวย    เน้นการใช้ไม้นวดเป็นหลักประสานกับใช้มือนวดบางเวลา    โดยการนวดต้องนวดแบบมีระบบ สม่ำเสมอต่อเนื่อง  และนวดต้องหันไปทิศทางเดียวกัน  คือ   นวดหันเข้าสู่ร่างกายสู่ปอดสู่หัวใจ   เพื่อผลักดันให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนอย่างมีพลังมีประสิทธิภาพ  

                   ทั้งนี้   การนวดฝ่าเท้าแบบจีนสามารถนวดได้ทุกวัน   วันหนึ่งนวดได้  2-3 ครั้ง  ยิ่งนวดสุขภาพก็จะยิ่งแข็งแรง   ต่างกับการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพทั่วไปที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันซึ่งวันหนึ่งห้ามนวดเกิด  1 ครั้ง  อาทิตย์หนึ่งนวดได้ไม่เกิน  3  ครั้ง   และเพียงนวดเพื่อสุขภาพไม่มีผลต่อการรักษา


พลังมหัศรรย์แห่งการนวดกดจุดลมปราณ

ลมปราณคืออะไร  มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างไร?

                   ประมาณ  5,000  ปีก่อน   หนังสือต้นตำรับแพทย์แผนจีน  “หวลตี้ไน่จิง”   ระบุไว้ว่าร่างกายมนุษย์มีระบบเส้นลมปราณ   ระบบเส้นลมปราณ  คือ  ระบบโครงข่ายของเส้นลมปราณหลัก  และเส้นลมปราณย่อยที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในกับร่างกายภายนอก  คือ  ผิวหนัง  กล้ามเนื้อ  เอ็น  กระดูก  อวัยวะรับรู้  เป็นต้น  เป็นเส้นทางลำเลียงไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ตลอดรวมถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้ทำงานเป็นปกติ  และมีภูมิคุ้มกันต้านทานการรุกรานจากโรคภายนอก   นอกจากนั้นเส้นลมปราณยังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของอวัยวะภายใน  กับผิวหนังและช่วยปรับสมดุลในการทำงานของร่างกาย

                  จุดลมปราณเป็นจุดที่มีชื่อเฉพาะและมีที่ตั้งแน่นอน ทั่วร่างกายมีจุดลมปราณประมาณ  409  จุด  ซึ่งกระจายอยู่ตามเส้นลมปราณต่างๆ   เป็นจุดสะท้อนอาการไหลเวียนของเลือดลม  สะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของเส้นลมปราณ  และสะท้อนอาการของอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์กัน   ซึ่งจากที่เส้นลมปราณและจุดลมปราณต่าง ๆ ในร่างกายมีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอวัยวะภายในร่างกายและยังปฏิบัติหน้าที่งานทางสรีระวิทยาสำคัญ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย  การนวดกดจุดลมปราณจึงเกิดพลังและมีประโยชน์   เช่นเดียวกับการนวดเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้า   เพราะทั้งคู่เป็นการกระตุ้นผลักดันให้เซลล์ประสาทที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบตัวตื่นตัว   และปฏิบัติหน้าที่อย่างกระฉับกระเฉง  ส่งผลผลักดันให้เลือดปรับการไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่การไหลเวียนอย่างมีระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพ   ขณะเดียวกันนอกจากปรับการปฏิบัติหน้าที่ของจุดลมปราณเข้าสู่ปกติแล้วยังส่งผลทำให้อวัยวะที่เกี่ยวพันกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเวลาทำการนวดบำบัดหรือทำการนวดเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ     

                   เราทำการนวดกดจุดลมปราณต่างๆ  ของ  2  เส้นลมปราณคือ  เส้นลมปราณตู   และเส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ   ซึ่งกระจายอยู่บนแผ่นหลังของร่างกาย ให้ถ้วนทั่วควบคู่กับการนวดกดจุดลมปราณตามเส้นลมปราณอื่น   ที่มีอาการเจ็บปวดหรือเปลี่ยนรูปทรงไปพร้อมกัน   วิธีนวดแบบนี้ถือเป็นวิธีการบำบัดอาการโรคแบบองค์รวมแบบหนึ่งโดยขจัดแก้ไขอาการโรคทั่วหน้า  ควบคู่กับการเน้นขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะไปพร้อมๆ กัน  ซึ่งเป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพและการบำบัดที่มีประสิทธิภาพ  เนื่องจาก 2 เส้นลมปราณเกี่ยวสัมพันธ์และควบคุมการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย  เช่น  สมอง  ต้นคอ  ปอด  หัวใจ  กระบังลม ตับ ถุงน้ำดี  กระเพาะอาหาร  ม้าม  ไต  ลำไส้ใหญ่  ลำไส้เล็ก  กระเพาะปัสสาวะ  มดลูก  ฯลฯ

พลังมหัศจรรย์แห่งการวางถ้วยดูดสุญญากาศ

                   ทฤษฎีของการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ (Vacuum Cupping)ในการบำบัดอาการโรคต่างๆ อาศัยการปฏิบัติงานของชุดเครื่องปั้มดูดระบบสุญญากาศ ปั้มดูดอากาศออกจากภายในบริเวณถ้วย ความกดดันของสุญญากาศดึงดูดผิวหนังให้นูนสูงขึ้น บริเวณผิวหนังดังกล่าว ถูกกระตุ้นถูกกดดันทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ผลักดันให้เลือดลมไหลเวียนเข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ได้ผลักดันให้เส้นลมปราณ จุดต่างๆ ของเส้นลมปราณ เซลล์ของเส้นประสาท เซลล์ของเลือดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านพยาธิวิทยา ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอม สารพิษเชื้อโรค ของเสียต่างๆ เหล่านี้ถูกขจัดออกจากผนังของหลอดเลือดประสานกับการกดดันของถ้วยดูด และการปฏิบัติหน้าที่งานของผิวหนัง ของเสียสารพิษบางส่วนจะถูกดูดออกจากรูขุมขนของผิวหนังโดยตรง สะท้อนออกเป็นไอน้ำ หยดน้ำเกาะติดอยู่กับผนังของถ้วยดูด บางส่วนจะถูกดูดมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง (สะท้อนออกเป็นสีผิวต่าง ๆ) จากนั้นจะถูกขจัดออกจากร่างกายพร้อมกับเหงื่อ หรือสลายไปตามเลือดลมที่หมุนเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด ถูกขับออกจากร่างกายโดยทางปัสสาวะและอุจจาระ

                   เมื่อของเสียสารพิษต่าง ๆ ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดแล้ว   ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  ทำให้เลือดลมซึ่งไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างระเบียบ  อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ได้รับเลือดมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ   ก็จะปรับการปฏิบัติหน้าที่งานเข้าสู่ปกติและมีประสิทธิภาพ ทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุลย์

                   ทั้งนี้    จากหลักฐานในประวัติศาสตร์และบันทึกทางการแพทย์พบว่า   คนจีนเรียนรู้วิธีใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศมาบำบัดอาการโรคต่าง  ๆ ยาวนานมากว่า 2000 ปี  ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่ใช้  “เขาสัตว์”   เป็นเครื่องมือในการรักษา   โดยนำมาทำเป็นกล่อง   เสร็จแล้วนำไปต้มกับน้ำร้อนหรือจุดไฟลนให้เกิดสูญญากาศ   จากนั้น   นำมาครอบบำบัดอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะบำบัดอาการที่เจ็บปวดอักเสบ  ดูดสารพิษ  ดูดลิ่มเลือดออกจากร่างกาย ออกจากบริเวณผิวหนังที่มีอาการอักเสบ   ต่อมาได้ถูกพัฒนามาเป็นลำดับ    โดยเปลี่ยนเป็นถ้วยทำด้วยไม้ไผ่หรือถ้วยแก้ว  แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ยังต้องลนให้เกิดสุญญากาศเสมอ

                   2,000  กว่าปีที่ผ่านมา  เราพบว่า  แพทย์แผนจีนโบราณ หรือหมอชาวบ้านใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศบำบัดอาการโรคต่าง ๆ ให้ชาวจีน  อย่างแพร่หลายในผืนแผ่นดินใหญ่   โดยเฉพาะตามชนบท   ตามสถานที่ห่างไกลจากหัวเมือง   และยังมีครัวเรือนไม่น้อยในประเทศจีน เรียนรู้ถึงประโยชน์และกรรมวิธีการใช้เครื่องมือแพทย์ชุดนี้   และได้สำรองเครื่องมือแพทย์นี้ไว้ในครัวเรือน เวลามีสมาชิกผู้ใดเกิดมีอาการเจ็บปวดหรือกระทั่งอักเสบตามบริเวณผิวหนังของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   ก็จะนำถ้วยมาลนไฟแล้วครอบบำบัด   อาการเจ็บปวดหรือผิดปกติที่มีอยู่ ก็จะถูกขจัดแก้ไขบรรเทาหายได้โดยเร็ว

                   สำหรับตัวผมเองนั้น  มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิชาถ้วยดูดระบบสุญญากาศจากศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ซึ่งเป็นชาวจี๋หลิง  เมืองที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน

                   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   นอกจากเป็นแพทย์แผนจีนที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาถ้วยดูดระบบสุญญากาศ      ในปี พ.ศ. 2536   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ยังประสบความสำเร็จในการผลิตชุดเครื่องปั๊มดูดอากาศแบบสมัยใหม่มาแทนการใช้ถ้วยแก้วลนไฟแบบดั้งเดิมอีกด้วย    ซึ่งความมหัศจรรย์จากพลังแห่งการค้นคิดทำให้โลกได้มีโอกาสใช้ชุดเครื่องมือปั๊มดูดที่ปลอดภัย    เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดรอยไหม้บนผิวหนัง   และสามารถวางถ้วยดูดยาวนานกว่า  โดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ต่อสุขภาพผู้ป่วย 

                   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ได้นำชุดเครื่องปั๊มดูดสมัยใหม่ที่ถูกค้นคว้าและผลิตขึ้นมาประสานกับความรู้ทฤษฎีพื้นฐานแพทย์แผนจีน  โดยเฉพาะการบำบัดอาการโรคที่ต้องอิงกับระบบเส้นลมปราณ   และวิธีบำบัดที่เน้นบำบัดอาการโรคทั่วหน้า  (องค์รวม)  ควบคู่กับการบำบัดอาการเฉพาะโรคไปพร้อมกัน  และยังเป็นชุดถ้วยปั๊มดูดซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ   บำบัดอาการโรค (อาการไม่รุนแรง)  ด้วยตนเอง


ความลับใต้ถ้วยดูดสุญญากาศ

สะท้อนอาการ  สะท้อนสุขภาพ

                   หลังการวางถ้วยดูดสุญญากาศทิ้งระยะเวลาสักพัก  (ประมาณ  10-15 นาที)  จะพบมีรอยสีผิวเกิดขึ้นที่ผิวหนังภายในบริเวณถ้วยดูด    ซึ่งรอยสีเหล่านั้นก็คือของเสียหรือสารพิษที่ถูกดูดออกมาจากผนังหลอดเลือดและเกาะติดอยู่กับผิวหนัง   โดยแต่ละรอยสีจะสะท้อนถึงอาการผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย และการปฏิบัติหน้าที่งานบกพร่องของลมปราณที่แตกต่างกันออกไปกล่าวคือ

สีขาว    -   เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกเย็น สะท้อนถึงอาการพร่องของลมปราณและเลือดที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

สีแดง    -   สะท้อนถึงการไหลเวียนผิดระเบียบของเลือดลม อิน(หยิน)พร่อง  หยางสูง ความร้อนพุ่งสูงทำให้เกิดอาการปวดหัวตัวร้อน  เป็นต้น

สีแดงอ่อนควบสีเหลือง  -  สะท้อนถึงความชื้นเกาะติด  หรืออาจกระทบกระเทือนจากความเย็น    และความร้อนภายนอก

สีม่วงและมีรอยของสีเทา  -  สะท้อนถึงมีความหนาวเย็น  และมีลิ่มเลือดเกาะติด 

ผิวสีเป็นสีม่วงเข้มอ่อนกระจาย  -   สะท้อนถึงลมปราณติดขัด  และมีลิ่มเลือดเกาะติดบางส่วน

สีดำคล้ำ   -   สะท้อนถึงลิ่มเลือดเกาะติด  เลือดลมไหลเวียนติดขัด  ปวดประจำเดือนหรือการปฏิบัติงานพร่องของหัวใจ

                   ของเสียสารพิษต่างๆ  ที่ถูกดึงดูดออกมาเกาะติดอยู่ตามผิวหนัง  บางส่วนจะถูกขับออกโดยทางผิวหนังในลักษณะของเหงื่อ  บางส่วนจะถูกขับให้ไหลเวียนไปตามเลือดลมที่ไหลเวียนในระบบหลอดเลือด   ออกทางปัสสาวะและอุจจาระ  ถ้าหากทำการดูดบำบัดต่อเนื่อง  ของเสียสารพิษก็จะทยอยถูกขจัดถูกสลายไปทีละน้อย   ผิวสีก็จะทยอยจางหายปรับกลมกลืนดั่งผิวสีปกติ  สอดคล้องกับสุขภาพร่างกายที่ถูกปรับปรุงแข็งแรงดีขึ้น  แต่ถ้าหากเป็นสีม่วงคล้ำหรือสีดำคล้ำหลังใช้ถ้วยดูดสุญญากาศต่อเนื่องหลายวันแล้วผิวสียังไม่ถูกปรับปรุงดีขึ้น   นั่นสะท้อนให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีลิ่มเลือดเกาะติดมากและเกาะลึก    ซึ่งจำเป็นต้องใช้เข็มเฉพาะมาเจาะแทงบริเวณผิวหนังดังกล่าว  (เจาะแทงเบาๆ  โดยไม่ก่ออาการเจ็บปวดใด ๆ ต่อผิวหนัง)   และทยอยดูดเอาลิ่มเลือดออก  

                   อย่างไรก็ตาม   ในกรณีพิเศษบางกรณี    ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการบวมแล้ววางถ้วยดูดที่จุดลมปราณที่มีอาการเจ็บปวดต่อเนื่องหลายวัน   ก็ยังไม่สะท้อนออกเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำคล้ำ   แต่สะท้อนออกเป็นสีผิวขาวหรือสีแดงอ่อน  เมื่อสัมผัสกดนวดถูกยังรู้สึกเจ็บปวดมาก   ก็ถือเป็นอาการอีกรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนถึงความชื้นและลิ่มเลือดเกาะติดได้เช่นเดียวกัน

ดูดของเสีย-สารพิษ-ลิ่มเลือด

ออกจากรูขุมขน

                   โดยปกติบริเวณผิวหนังใด  จุดลมปราณใด  รวมทั้งอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์กับจุดลมปราณดังกล่าว   เมื่อเลือดลมที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ติดขัด   จนเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ  บวม  หรือรูปทรงเปลี่ยนแปลง   หลังวางถ้วยดูดสักพักจะพบผนังถ้วยดูดที่วางดูดอยู่  มีไอน้ำหรือหยดน้ำเกาะติด   ซึ่งนั่นสะท้อนถึงก๊าซเสีย   (คาร์บอนไดออกไซด์)  หรือความชื้น  (ส่วนเกินในร่างกาย)  ที่เกาะติดอยู่กับจุดลมปราณหรือผนังหลอดเลือดของอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์ถูกดูดออกมา

                   สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่มีอาการโรคเรื้อรังและรับประทานยาเคมีมายาวนานเป็นปี ๆ  หรือบางท่านที่ดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมบริเวณที่มีก๊าชพิษ  สารเคมีปกคลุม  เช่น โรงงานที่ทำการผลิตสินค้าเกี่ยวข้องกับสารพิษสารเคมีหลังวางถ้วยสักพัก    จะสังเกตเห็นบริเวณผิวหนังบางแห่งที่วางถ้วยครอบดูดจะมีตุ่มต่าง ๆ  เกิดขึ้น  บางตุ่มเป็นน้ำใส ๆ  หรือเจือปนด้วยน้ำเหลือง  บางตุ่มเป็นเส้นเลือดฝอยสีแดง  หรือกระทั่งเป็นลิ่มเลือด    สะท้อนถึงสารพิษต่าง  ๆ  ที่สะสมเกาะติดอยู่กับผนังหลอดเลือด   ได้ถูกขจัดถูกดูดออกมารวมเป็นตุ่ม  และเกาะติดอยู่กับผิวหนัง   เมื่อตุ่มสารพิษต่าง ๆ  เหล่านี้ทยอยถูกขจัดออก   ผนังหลอดเลือดก็จะขยายกว้าง    เลือดไหลเวียนผ่านก็จะราบรื่นไหลเวียนอย่างมีพลังสม่ำเสมอ

                   ส่วนวิธีจัดการกับตุ่มสารพิษเหล่านี้  เราเพียงแต่ใช้เข็มเฉพาะเข็มใช้กับบุคคล (เช็คทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์)  แทงเขี่ยให้น้ำเหลวหรือลิ่มเลือดไหลออก  หลังจากนั้นใช้ยาแอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาดบริเวณผิวหนังดังกล่าว    โดยผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ  แต่อย่าใช้สบู่ล้างหรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดถูถูก  

                   ทั้งนี้   บริเวณผิวหนังใดมีตุ่มสารพิษเกิดขึ้น   บริเวณผิวหนังดังกล่าวต้องวางถ้วยดูดครอบดูดต่อเนื่อง   และทยอยดูดตุ่มสารพิษต่าง ๆ  เหล่านี้ออกมาให้หมด   เมื่อดูดจนไม่พบมีตุ่มสารพิษใด ๆ  เกิดขึ้น  บริเวณผิวหนังดังกล่าวก็จะตกสะเก็ด   หลังจาก 3-4 วันสะเก็ดที่มีอยู่จะทยอยหลุดออก     จากนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวจะปรับเข้าสู่ปกติ  แต่ถ้าหลังมีตุ่มเกิดขึ้นแล้วไม่ทำการวางถ้วยครอบดูดต่อเนื่อง  สารพิษต่าง ๆ  ที่เหลือมิได้ถูกขจัดดูดออกมา    ก็จะทำให้บริเวณผิวหนังดังกล่าวเกิดอาการบวมแดง  หรือสีผิวที่สะท้อนออกอาการผิดปกติจะไม่สามารถจางหายในระยะเวลาสั้น

สำหรับวิธีขจัดตุ่มสารพิษต่าง ๆ  ออกจากผนังหลอดเลือด  และวิธีนำเข็มเฉพาะมาเจาะแทงบริเวณผิวหนังแล้วดูดสารพิษ  ลิ่มเลือด  ออกจากบริเวณที่วางถ้วยดูดนั้น   เป็นวิธีบำบัดที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล  ปลอดภัยและไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อผิวหนังต่อสุขภาพผู้ป่วย

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

                   หนึ่ง  -  เข็มที่เราใช้แทงตุ่มสารพิษเพื่อขจัดน้ำเหลืองเสีย  หรือลิ่มเลือดออกจากตุ่ม  หรือเข็มที่เราใช้เจาะแทง (เบา ๆ ) บริเวณพื้นที่ผิวหนัง   หรือตามข้อต่อเพื่อกำจัดดูดสารพิษ  ลิ่มเลือดออกบริเวณดังกล่าว   เข็มที่ใช้จะใช้เฉพาะกับผู้ป่วยรายบุคคล  ก่อนทำการแทงเขี่ยหรือเจาะแทง   และเมื่อเสร็จสิ้นการบำบัดต้องใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ   ส่วนเข็มเจาะแทงใช้เฉพาะต่อบุตตลและใช้เพียงครั้งเดียว     เช่นเดียวกับจุดลมปราณหรือบริเวณผิวหนังที่จะทำการบำบัด     ทั้งก่อนและหลังบำบัดต้องใช้แอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาด  บริเณดังกล่าวเสมอ

               สอง  -  บริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดเป็นสุญญากาศ  เชื้อโรคจากภายนอกจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในบริเวณผิวหนังดังกล่าวได้  ฉะนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวหลังทำการขจัดตุ่มสารพิษหรือลิ่มเลือดแล้วจะไม่ก่อเป็นแผลเป็นหรืออักเสบ   

              และเมื่อของเสียสารพิษต่าง ๆ  ทยอยถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่าง ๆ  ภายในร่างกาย   ผ่านจุดลมปราณตามบริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดจนหมด   สีผิวต่าง ๆ  ที่เคยปรากฏบนผิวหนังจะทยอยจางหายและถูกปรับเข้าสู่ภาวะปกติโดยปริยาย  

                   ฉะนั้น  วิธีบำบัดดังกล่าวจึงไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อสุขภาพผู้ป่วย   รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอาการโรคเบาหวาน

เมื่อแพทย์ทางเลือกสามประสาน

ผนึกพลังกับแพทย์ปัจจุบัน

                   ในยุคสมัยที่ประเทศจีนยังเป็นประเทศเกษตรกรรม   คือมุ่งเน้นผลจากภาคผลิตเกษตรกรรมเป็นหลัก   แต่ละวิชาชีพของแพทย์ทางเลือกสาม   คือ  การนวดฝ่าเท้า   นวดกดจุดลมปราณ   และการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ   ได้ถูกแพทย์แผนจีนโบราณ   หมอชาวบ้าน  นำมาขจัดบำบัดอาการโรคต่าง ๆ  อย่างแพร่หลาย

                   ขณะที่ในยุคปัจจุบัน   ในยุคที่ทั้งประเทศจีนหรือประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมโหฬาร   โดยเฉพาะวิธีดำเนินชีวิตของผู้คนส่วนมากที่สวนทางขัดกับธรรมชาติ   อันเป็นสาเหตุทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ  ด้อยสภาพลงไปเรื่อย ๆ  ซ้ำร้ายอาการโรคเรื้อรังหลาย ๆ  อย่าง  ยังไม่สามารถถูกวงการแพทย์ขจัดแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ     การนวดฝ่าเท้า  การนวดกดจุดลมปราณและการวางถ้วยดูดสุญญากาศถือเป็นแพทย์ทางเลือกสามประสานที่สามารถนำมาใช้อุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี    เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเสริมวงการแพทย์ปัจจุบันขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ  รวมทั้งอาการโรคที่เรื้อรังได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

                   1.   เป็นแพทย์ทางเลือกที่เน้นกระตุ้นผลักดันให้เขตสะท้อนที่กระจาย  2 ข้างฝ่าเท้า  เส้นลมปราณ  และจุดลมปราณต่างๆ รวมทั้งเส้นประสาทและเซลล์ประสาทต่าง ๆ ที่กระจายทั่วทั้งร่างกาย  ตื่นตัว  ปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งผลผลักดันให้เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างมีระเบียบ  มีพลัง สม่ำเสมอ  และผลักดันให้อวัยวะต่าง ๆ  รวมทั้งกลไกระบบต่าง ๆ  ในร่างกายปรับเข้าสู่ปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะกลไกระบบย่อยขับถ่าย   ระบบกลั่นกรองและระบบดุลยภาพบำบัดปฏิบัติหน้าที่งานที่มีประสิทธิภาพ   ร่างกายมนุษย์เราก็จะสามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

               2.   เป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดโรคอย่างทั่วหน้า (องค์รวม) ควบคู่กับการขจัดแก้ไขอาการเฉพาะไปพร้อม ๆ  กัน   เนื่องจากเป็นวิธีการบำบัดที่สามารถขจัดและดูดของเสียสารพิษต่าง ๆ  รวมทั้งลิ่มเลือดออกจากผนังหลอดเลือดและขับออกผ่านผิวหนังโดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อสุขภาพผู้ป่วย   เป็นวิธีดุลยภาพบำบัดที่ปรับเลือดในหลอดเลือด  ให้เป็นเลือดที่ไร้สารพิษ  มีพลังและฟื้นฟูกลับเข้าสู่การไหลเวียนอย่างมีระเบียบ   และส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ  ภายในร่างกาย   สามารถบูรณะซ่อมแซมโครงสร้างส่วนประกอบที่ทรุดโทรม  เสื่อมสภาพด้วยตนเอง   และฟื้นฟูกลับมาปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  

               ทั้งนี้   แพทย์ที่ญี่ปุ่น  เกาหลี  รวมทั้งแพทย์ตะวันตกวิเคราห์วิธีบำบัดดังกล่าวว่าเสมือนเป็นวิธีฟอกเลือดในร่างกาย  และเสมือนเป็นการผ่าตัด  แต่ไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ   ต่อสุขภาพผู้ป่วย

               3.  เป็นแพทย์ทางเลือกที่ประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ  ป้องกันโรค  หรือบำบัดโรค (แบบไม่รุนแรง) ด้วยตนเอง


ฝึกนวดฝ่าเท้าและวางครอบถ้วยดูดด้วยตนเอง

              วิธีฝึกนวดฝ่าเท้าและการวางครอบถ้วยดูดด้วยตนเองนั้นไม่ยุ่งยาก  ฝึกง่ายเรียนรู้ได้เร็ว  และมีประโยชน์มากต่อการเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดอาการโดยด้วยตนเอง  (กรณีที่อาการโรคที่ไม่รุนแรง)   ท่านสามารถศึกษาและฝึกวิธีนวดฝ่าเท้าและวางครอบถ้วยดูดด้วยตนเอง  **ได้ที่เมนูด้านซ้ายของ Website ได้เลย***


กระทรวงสาธารณสุขและวงการแพทย์ให้ความสนใจสำคัญแลเครคิตต่อแพทย์ทางเลือกสามประสาน

                   6  ปีที่ผ่านมา  ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก  มหาวิทยาลัยมหิดล  ร่วมกับ  สำนักการแพทย์ทางเลือก  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธารณสุข  จัดอบรมหลักสูตรให้กับบุคลากรแพทย์  “กดจุดลมปราณและครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)รุ่นที่ 1 (กลุ่มอาการท้องผูกและปวดเอว)”  ระหวางวันที  16-21 พฤศจิกายน  2552  และรุ่นที่ 2  “การนวดฝ่าเท้ากดจุดลมปราณและครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)  (กลุ่มอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ท้องผูก และกรดไหลย้อน”  ระหว่างวันที  6-16 กันยายน 2553  และได้เชิญผมเป็นวิทยากรบรรยายอบรมแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้ให้กับบุคลากรแพทย์ทั้ง 2 รุ่น

                   เอกสารประกอบการจัดสัมมนาได้ประชาสัมพันธ์ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกสามประสานเอาไว้ว่า....

                   “สืบเนื่อง  จากแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่  10  พ.ศ. 2550-2554  มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของประชาชน   ในการพึ่งตนเองในด้านการดูแลสุขภาพ   โดยมีเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกให้มีมาตรฐาน  ซึ่งเป็นบทบาทภารกิจหลักของกองการแพทย์ทางเลือก  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก”     

                   “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก  ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น   แต่ยังสามารถใช้ในการบำบัดอาการของโรคบางโรคได้   และยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรค   โดยที่การแพทย์ปัจจุบันไม่สามารถบำบัดอาการและความต้องการบางอย่างของผู้ป่วยได้

                  “ การนวดฝ่าเท้าประสานนวดกดจุดลมปราณและครอบกระปุก  ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ  เน้นหลักการรักษาแบบองค์รวม  ปรับภาวะให้ร่างกายเกิดสมดุล  เป็นการผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนซึ่งถือว่าเป็นการแพทย์ที่ปลอดภัย  มีประสิทธิผล  ประหยัด  และยังเป็นการส่งเสริมการดูแลสุขภาพของประชาชน  จึงเห็นสมควรจัดให้มีการฝึกอบรมขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ทางด้านการแพทย์ทางเลือกแก่บุคลากรทางสาธารณสุขให้มากขึ้น”

 

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสนใจและความสำคัญ  ต่อแพทย์ทางเลือกสามประสาน   และได้เชิญชวนครู  อาจารย์  นักเรียน  นักศึกษา  รวมทั้งประชาชนมาสนในเรียนรู้ความรู้วิชาของแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้

                 ปลายปี  พ.ศ. 2558  อ.ทิพาภร  ค้าทันเจริญ    และผู้บริหารงายของโทรทัศน์ช่อง  ETV  สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ     ได้ยกทีมงานและกองถ่ายเข้ามาที่ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่   ทำการสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับความรู้วิชา   วิธีบำบัดของแพทย์ทางเลือกสามประสาน  และได้ถ่ายทำเป็น VDO   เพื่อให้ความรู้ด้านต่างๆ แก่นักเรียน  นักศึกษา  เยาวชนและประชาชนทั่วไป  โดยมีกำหนดออกอากาศรายการเพื่อชีวิตและสุขภาพดังนี้

                     ตอนแพทย์ทางเลือกสามประสาน  ตอนที่ 1  ในวันอาทิตย์ที่  31 มกราคม  2559  เวลา  16.00 น.และออกอากาศซ้ำ  วันจันทร์ที่  1 กุมภาพันธ์  2559  เวลา  8.30 น.

                     ตอนแพทย์ทางเลือกสามประสาน  ตอนที่ 2  ในวันอาทิตย์ที่  7 กุมภาพันธ์  2559  เวลา  16.00 น.และออกอากาศซ้ำ  วันจันทร์ที่  8  กุมภาพันธ์  2559  เวลา  8.30 น.

                     ตอนพลังชีวิตเพื่อรักษาตนเอง   ในวันอาทิตย์ที่  14 กุมภาพันธ์  2559  เวลา  16.00 น.และออกอากาศซ้ำ  วันจันทร์ที่  15  กุมภาพันธ์  2559  เวลา  8.30 น.


ซึ่งสามารถรับชมได้  7  ช่องทางการรับชม ETV

  1. รับชมจากระบบ IPTV (Internet Protocol Television)
  2. โทรศัพท์มือถือ Smartphone  ที่ www.etvthai.tv/m
  3. จานรับสัญญาณดาวเทียม ระบบ KU-BAND
  4. ทาง Internet ที่ www.etvetai.tv
  5. เคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ
  6. ผ่าน Application etvthai ใน Smartphone
  7. สมาชิก true visions

          

ทำไมสังคมปัจจุบัน ถึงมีผู้คนมากมายเกิดมีอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ เช่น ข้อเข่าเจ็บปวดอักเสบ  ข้อต่อที่ต้นคอ  หัวไหล่เจ็บปวดอักเสบ  ปวดเอว  เป็นต้นและสาเหตุอะไรที่ทำข้อต่อต่าง ๆ เหล่านี้จากเริ่มต้นมีอาการเจ็บปวด  จนกลายเป็นอาการสะสมเรื้อรัง  และจะทำการบำบัดแก้ไขอย่างไรถึงจะสามารถทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ

                   ปัจจุบันปัญหาข้อต่อเจ็บปวดอักเสบเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันมาก  โดยเฉพาะข้อเข่าอักเสบ  ปวดเอว  ข้อไหล่  ต้นคอเจ็บปวดอักเสบ  ซึ่งสมัยนี้ไม่เพียงแต่เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น  หากแต่คนหนุ่มสาวก็มีอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น

                ก่อนอื่นที่เราจะมาศึกษาว่า  แพทย์ทางเลือกสามประสานสามารถขจัดแก้ไขอาการโรคข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล   เราจะต้องศึกษาโครงสร้างส่วนประกอบของข้อต่อว่ามีส่วนเกี่ยวสัมพันธ์กับการไหลเวียนของเลือดที่หล่อเลี้ยงอย่างไรไปพร้อมๆ กันด้วย

โครงสร้างส่วนประกอบของข้อต่อ ประกอบด้วย

-     กระดูก

-     กล้ามเนื้อ

-     เส้นเอ็น

-     เส้นเอ็นเหนียว

-     หมอนรองกระดูก

-     เยื่อหุ้มข้อ

-     ปลอกหุ้มข้อ

                  ส่วนประกอบต่าง ๆ ของข้อต่อเหล่านี้ต้องอาศัยของเหลวมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ (ของเหลวประกอบด้วยเส้นเลือด  เส้นประสาท  และหลอดน้ำเหลือง)  จึงจะสามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ  และร่วมปฏิบัติงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ทำให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน  ทนทานและเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่หากบริเวณของข้อต่อมีของเสียสารพิษ (เช่น แก๊สเสีย  ความชื้น  น้ำเหลืองเสีย  เลือดเสีย)  ทยอยตกค้างเกาะติดสะสม    จนเกาะติดเป็นก้อนเลือดคั่งกระทั่งทำให้ของเหลวไม่สามารถไหลผ่าน  เข้ามาในโพรงเยื่อหุ้มปลอกหุ้มข้ออย่างราบรื่น  ส่วนประกอบต่าง ๆ เมื่อมิได้รับของเหลวมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ  ประสิทธิภาพการทำงานจะทยอยถูกบั่นทอน  ซึ่งอาจทำให้ส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลาย ๆ ส่วนเกิดการเสื่อมสภาพ  หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง

                    เช่น  หมอนกระดูกที่เสื่อมสภาพจะหดตัวลงจนเคลื่อนตัวไปกดทับถูกเส้นประสาท  และส่งผลกระทบกระเทือนต่อการไหลเวียนของเหลวในปลอดเยื่อหุ้มข้อ   การไหลเวียนจะยิ่งสูญเสียความเป็นระเบียบ  ผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงข้อต่ออยู่นับวันจะแคบลง   หรือกระทั่งอุดตัน  อาการเจ็บปวดของข้อต่อก็จะเกิดตามมา   และถ้ามิได้รับการบำบัดหรือขจัดแก้ไขถูกหลักวิธี  นานวันก็จะผันแปรเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง   จากภาพของข้อต่อหัวเข่าและข้อต่อหัวไหล่เราจะเห็นโครงสร้างส่วนประกอบของข้อต่อ  2 ส่วนนี้  ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนและก็เป็นอวัยวะบริเวณที่ของเสียสารพิษเกาะติดสะสมได้ง่าย   สะสมได้มากและลึก   (หรือแพทย์ปัจจุบันเรียกผนึก)  และทำให้ผนังหลอดเลือดแคบลงเรื่อยๆ 


อาการเจ็บปวดหรืออักเสบของข้อต่อต่าง ๆ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ  ดังนี้

1.  เกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ทำให้ข้อต่อส่วนใดส่วนหนึ่งบาดเจ็บ  หรือบาดเจ็บสาหัส  และมิได้ถูกขจัดแกไขทุเลาหายดี   นานวันจะสะสมกลายเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง

2.  สาเหตุจากผู้ที่ออกกำลังกายไม่ถูกหลักวิธี   ก่อนออกกำลังกายมิได้อบอุ่นร่างกาย  โดยเฉพาะผู้ที่นิยมเล่นกีฬาประเภทหนักหน่วง  มิได้อบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ  ลีลาท่าทางของการออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอไม่ต่อเนื่อง  หรือบางครั้งออกกำลังกายเกินกำลังของตน  ทำให้ข้อต่อใดข้อต่อหนึ่งเกิดการสะดุดและเจ็บปวดอักเสบตามมา 

3.   สังคมปัจจุบันมีผู้คนไม่น้อยอยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการปวดข้อต่าง ๆ ตามมา  (โดยไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพราะอุบัติเหตุ  หรือบาดเจ็บอักเสบจากออกกำลังกายที่ไม่ถูกหลักวิธี)   เช่น  ปวดข้อตามเอว   ข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้นคอ  ข้อศอก  ข้อมือ  ฯลฯ  บุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของการดำเนินชีวิตที่ไร้ประสิทธิภาพ   และขาดการดูแลการบริโภคอาหารที่ถูกหลักอนามัย   เช่น  ปกติไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย  มิได้ออกกำลังกายเป็นประจำ  (หรือออกกำลังกายไม่ถูกหลักวิธีการ)   ทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนไร้ระเบียบ   อวัยวะต่างๆ  กลไกระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  ประสิทธิภาพงานตกต่ำบกพร่อง  ร่างกายไม่สามารถขับของเสียสารพิษออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   ทำให้มีของเสียสารพิษต่างๆ  ทยอยตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย  ถ้าหากบวกกับการไม่ระมัดระวังการบริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย   หรือกระทั่งทำให้ระบบย่อยขับถ่ายผิดปกติ  หรือกระทั่งท้องผูก  ของเสียสารพิษต่างๆ  บางส่วนจะตกค้างสะสมออยู่บริเวณรอบท้อง  ทำให้เกิดอาการไม่ปกติไม่สบายต่าง ๆ ตามมา  ของเสียสารพิษบางส่วนยังจะซึมเข้าไปในเส้นเลือด   ไหลเวียนไปเกาะติดอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ เกาะติดสะสมนานวัน  เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงไร้ระเบียบ  นานวันผนังหลอดเลือดแคบลงเรื่อย ๆ จนก่อเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบตามข้อต่อต่าง ๆ ตามมา

4.   เกิดจากอาการโรคแทรกซ้อน  โดยเฉพาะจากบุคคลปกติในร่างกายมีอาการโรคประจำตัว  อาการโรคเรื้อรังสะสมอยู่   เช่น โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ฯลฯ  ต้องรับประทานสารยาเคมีเพื่อควบคุมอาการ  และจากผลข้างเคียงของยาที่กระทบกระเทือนบั่นทอนประสิทธิภาพงานของอวัยวะหลักในร่างกาย  เช่น  ไต  ตับ  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  โดยเฉพาะไต  (ไต  ตับ  จะทำหน้าที่กลั่นกรอง  ยังสร้างเลือด  สร้างไขกระดูกมาเสริมสร้างกระดูกข้อต่อต่างๆ  ในร่างกาย)   จะทำให้ร่างกายสูญเสียความสมดุล  ยิ่งขาดพลังในการขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกาย  ของเสียสารพิษต่างๆ  เกาะติดสะสมอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ นานวันก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอักเสบตามมา

จะทำอย่างไรถึงจะสามารถขจัดแก้ไขอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบให้ทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ

                   ผมใคร่ขอแนะนำวิธีการทำการบำบัดแก้ไข 

                   วิธีแรก   สำหรับผู้ที่มีข้อต่อเจ็บปวดอักเสบเกิดจากสาเหตุอุบัติเหตุต่างๆ  หรือจากการออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการแล้วเกิดสะดุดบาดเจ็บ   ทันทีทันใดที่เกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ  หรือหลังเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบไม่กี่วัน   แนะนำให้ใช้ถ้วยดูดสุญญากาศมาครอบวางบริเวณตามจุดตามบริเวณผิวหนังที่สะท้อนออกอาการเจ็บปวดอักเสบด้วยตนเอง  วางทิ้งถ้วยดูดไว้ประมาณ  10 – 15 นาที  แล้วดึงถ้วยดูดออกจะพบผนังของถ้วยดูดมีไอน้ำ  หรือหยดน้ำเกาะติด   สะท้อนถึงก๊าซเสียและความชื้น (น้ำส่วนเกิน)   บริเวณผิวหนังที่วางครอบถ้วยดูดมีสีผิวเกิดขึ้น  (สีผิวสะท้อนอาการของจุดบริเวณผิวหนัง  รวมทั้งอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์   ช่วยพลิกกลับไปอ่านบททฤษฎีของการวางครอบถ้วยดุด   เกี่ยวกับสีผิวสะท้อนอาการ  สะท้อนถึงของเสียสารพิษต่างๆ ได้ถูกดึงดูดออกจากผนังหลอดเลือด  แล้วมาเกาะติดอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณที่วางครอบถ้วยดูด)   ของเสียสารพิษต่างๆ ที่ดึงดูดออกจากผนังหลอดเลือด  ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  เลือดกลับไหลเวียนเข้าสู่ปกติ  อาการเจ็บปวดอักเสบที่มีอยู่   ก็จะทยอยทุเลาดีขึ้น  (ถ้าเป็นอาการเจ็บปวดอักเสบรุนแรง   จำเป็นต้องทำการวางครอบถ้วยดูดต่อเนื่องหลายครั้ง)

                 วิธีการที่ 2   สำหรับบุคคลที่มีสุขภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรง  ร่างกายไม่มีอาการโรคเรื้อรังอื่นแทรกซ้อนเพียงแต่ร่างกายมีข้อต่อข้อใดข้อหนึ่งเจ็บปวดอักเสบ  สะสมระยะเวลาถึงระดับหนึ่ง  จนสะท้อนออกตามผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยง  ข้อต่อดังกล่าวมีของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิลิ่มเลือดเกาะติดสะสมจนทำให้ผนังหลอดเลือดแคบลงและเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ   ขั้นแรกผมแนะนำให้ทดลองใช้ถ้วยดูดวางครอบดูดตามจุดตามบริเวณที่เจ็บปวดอักเสบด้วยตนเอง  ถ้าหากวางถ้วยดูดต่อๆ กันหลายครั้งหลายวันแล้ว   อาการเจ็บปวดอักเสบยังไม่ทุเลาหายดี  ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางครอบถ้วยดูด   หรือเดินทางมาที่ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเซิ่งกู่ผม  ให้แพทย์ช่วยทำการวางครอบถ้วยดูดติดต่อ  1 – 2 วัน  จากนั้นให้ใช้เข็มเฉพาะเจาะทางเบาๆ  (โดยไม่เกิดอาการเจ็บปวดของผิวหนัง)   ตามจุดตามบริเวณผิวหนังของข้อต่อ  แล้วนำถ้วยมาครอบดูด   ดึงดูดของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดออกจากบริเวณดังกล่าว   (สำหรับผู้ที่มีอาการสะสมนานวันและมีของเสียสารพิษลิ่มเลือดเกาะติดสะสมมาก   จำเป็นต้องทำการบำบัดต่อเนื่องหลายครั้ง)    หลังจากของเสียสารพิษลิ่มเลือดถูกขจัดดึงดูดออกจากบริเวณดังกล่าว   ผนังหลอดเลือดก็จะขยายกว้างขึ้น  เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่ปกติ  โครงสร้างส่วนประกอบต่างๆ  ของข้อต่อดังกล่าวก็เสื่อมโทรมชำรุด   ก็จะถูกบูรณะเสริมสร้างใหม่   อาการเจ็บปวดอักเสบที่มีอยู่ก็จะทยอยทุเลาดีขึ้น

                 วิธีการที่ 3 สำหรับผู้ป่วยที่มีสุขภาพค่อนข้างอ่อนแอร่างกายมีอาการโรคประจำเรื้อรังหลายอาการ   รวมทั้งมีอาการข้อต่อข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆ ข้อเจ็บอักเสบสะสมอยู่   อาการเช่นนี้จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้   หรือเดินทางมาที่ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเซิ่งกู่ผม   ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานทำการบำบัด   อาการโรคอย่างทั่วหน้า (แบบองค์รวม)  ควบคู่กับทำการขจัดแก้ไขอาการข้อที่เจ็บปวดอักเสบไปพร้อมๆ กัน  เพื่อขจัดแก้ไขอาการเลือดไหลเวียนติดขัดโดยทั่วหน้า   ผลักดันให้อวัยวะต่าง ๆ กลไกระบบต่างๆ  ภายในร่างกายให้ฟื้นฟูกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ   ร่างกายก็จะเกิดพลังสามารถขจัดของเสียสารพิษบางส่วนออกจากร่างกายระดับหนึ่ง   ส่วนตามข้อต่อที่เจ็บปวดอักเสบรุนแรง  ก็เหมือนวิธีที่สองให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำเข็มเฉพาะมาเจาะแทงตามจุดตามบริเวณผิวหนังของข้อต่อที่สะท้อนออกเจ็บปวดอักเสบ   แล้วทยอยดึงดูดของเสียสารพิษ  ลิ่มเลือดออกจากบริเวณข้อต่อดังกล่าว  จนของเสียสารพิษต่างๆ ที่มีอยู่  ถูกขจัดแก้ไขดึงดูดออกมาจนหมดหรือเหลือส่วนน้อย  อาการเจ็บปวดอักเสบของข้อต่อดังกล่าวก็จะถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีขึ้น  ในเวลาเดียวกันทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุลสุขภาพฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้น

ส่งเสริมพัฒนาวิธีบำบัดโดยแพทย์แผนจีนและแพทย์ทางเลือก

                 ปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบันมีสุขภาพร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ  ภูมิคุ้มกันตกต่ำเป็นโรคภัยไข้เจ็บมากมาย

                   ปัจจัยภายนอก   ร่างกายมนุษย์บางเวลาอาจถูกกระทบกระเทือนบั่นทอนโดยพิษของพิษลม    พิษจากความชื้น   พิษจากความร้อนและพิษอบอ้าวแห้งแล้ง  พิษไฟ  จนก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย  บวกกับสมัยปัจจุบันสังคมสิ่งแวดล้อมมลภาวะเป็นพิษ   ชั้นอากาศ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทวีเพิ่มมากขึ้น   รวมทั้งมีแก๊สพิษต่างๆ  ในเวลาเดียวกันอาหารการกินการดื่มที่เราบริโภคอยู่ทุกวัน   ส่วนมากเจือปนไปด้วยสารยาเคมีต่างๆ  หรือกระทั้งเป็นสารเคมีพิษ    ยาฆ่าแมลงต่างๆ  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซพิษ  สารยาเคมีต่างๆ เหล่านี้  เมื่อถูกเราบริโภคเข้าไปในร่างกายแล้ว   มิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   ก็จะทยอยตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายเรา   และก่อเกิดเป็นผลเสียผลร้ายต่อสุขภาพเรา

                    ปัจจัยภายใน   สุขภาพร่างกายเราบางเวลาอาจถูกกระทบกระเทือนและบั่นทอนจากจิตใจ   อารมณ์แปรปรวนโดยร่างกายเราเอง  เช่น  โกรธ  (บั่นทอนถูกตับ)  :  ยินดีเกินควร  (กระทบถูกหัวใจ)   เศร้าโศก  (บั่นทอนถูกปอด  :  วิตกกังวล  (บั่นทอนถูกปอด,  หัวใจ, ม้าม)  ครุ่นคิด  (บั่นทอนถูกระบบย่อย,  ม้าม)   หวาดกลัว (บั่นทอนถูกไต)  ตกใจเกินควร  (ทำให้หัวใจสับสนเสียสูญ,   นอนหลับไม่ดี)

                      อีกสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนส่วนมากเป็นโรคภัยไข้เจ็บมากมาย  เกิดจากสังคมปัจจุบันวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า   อุปกรณ์  เครื่องใช้ไฟฟ้า   เครื่องผ่อนแรงที่เกิดขึ้นมากมาย  กระจายไปทั่วทุกวงการ   ทดแทนการใช้แรงงานของมนุษย์   ทำให้มนุษย์สมัยนี้  2 มือทั้งวันเกือบจะไม่ต้องขยับในการทำงาน  เวลาสัญจรเดินทางไปมาก็เกือบจะไม่ต้องใช้  2 เท้าในการเดินทาง   เพราะมีรถยนต์ต่างๆ  รถไฟ  รถไฟฟ้า  เครื่องบิน  เรือยนต์   คอยบริการรับส่งถึงที่   จากการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ลดลงไปอย่างมาก   ส่งผลทำให้กลไกของระบบเส้นประสาท   เซลล์ประสาท  เส้นลมปราณ   จุดลมปราณที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย   และกลไกของเขตสะท้อนของฝ่าเท้าที่กระจาย  2 ข้างฝ่าเท้าประสิทธิภาพงานตกต่ำ   เสมือนถูกปล๊อกไว้   เนื่องจากปกติกลไกต่างๆ  เหล่านี้เป็นกลไกที่คอยกระตุ้น  ผลักดัน  ขับเคลื่อนให้เลือดที่ไหลเวียนในหลอดเลือด  ไหลเวียนอย่างมีพลัง  สม่ำเสมอที่มีประสิทธิภาพ   และส่งผลทำให้อวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกายปรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่มีประสิทธิภาพ   โดยเฉพาะของกลไกของระบบย่อยขับถ่าย   ระบบกลั่นกลองและระบบดุลยภาพที่มีประสิทธิภาพ  ของเสียสารพิษต่างๆ  ในร่างกายก็จะสามารถถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั่วร่างกายถูกปรับเข้าสู่สมดุลย   ร่างกายเราก็จะไม่ก่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ   แต่ในสมัยนี้เนื่องจากอวัยวะและกลไกระบบต่างๆ  เบื้องบนดังกล่าวประสิทธิภาพตกต่ำ   ส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนขาดพลัง   ไร้ระเบียบ   อวัยวะและกลไกระบบต่างๆ  ในร่างกายพลอยตกต่ำ     ร่างกายมนุษย์ก็จะไม่สามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ   ก็จะมีของเสียสารพิษต่างๆ  บางส่วนทยอยเกาะติดสะสมอยู่ตามบริเวณรอบท้อง    ก่อเกิดอาการท้องจุกท้องเฟ้อ  หรือกระทั้งท้องผูก   ของเสียสารพิษบางส่วนจะแทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดไหลเวียนไปเกาะติดสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะข้อต่อต่างๆ เกาะติดสะสมนานวันก็แปลเปลี่ยนเป็นของเหลว   ลิ่มเลือด  ของแข็งหรือกระทั่งเนื้อร้ายมะเร็ง   ผนังหลอดเลือดนับวันแคบลงเลือดไหลเวียนติดขัด   อาการเจ็บปวดอักเสบไม่สบายต่างๆ  ก็ตามเกิดขึ้น   เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันตกต่ำ   เป็นโรคง่าย  และก่อเกิดอาการโรคต่างๆ  ตามมามากมาย   โดยเฉพาะโรคของระบบหลอดเลือด  เช่น  โรคหวัด  ภูมิแพ้  ปวดหัว  เวียนศีรษะ   ย่อยขับถ่ายไม่ดี   ท้องผูก  นอนหลับไม่ดี  โรคความดันโลหิตสูง – ต่ำ   โรคเบาหวาน   โรคหัวใจ  โรคข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ  สตรีมดลูกรังไข่หรือบริเวณทรวงอกเป็นเนื้องอก   อาการต่อมลูกหมากโต  ไตพร่องไตวาย  ฯลฯ

ส่งเสริมพัฒนาวิธีบำบัดของแพทย์แผนจีนโบราณและแพทย์ทางเลือกที่นี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

                       ในหนังสือทฤษฎีพื้นฐานของแพทย์แผนจีน  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ร่างกายมนุษย์เป็นวัตถุส่วนประกอบส่วนหนึ่งของวัตถุล้านๆ  ชิ้นในจักวาล   ร่างกายมนุษย์ก็เสมือนวัตถุทั่วไปในธรรมชาติ  จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา   อาการโรคที่ก่อเกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์เรา   สาเหตุเกิดจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายๆ ส่วน ในร่างกายปฏิบัติหน้าที่งานบกพร่องประสิทธิภาพงานตกต่ำ   เลือดไหลเวียนไร้ระเบียบ   ไร้ประสิทธิภาพ   ร่างกายสูญเสียความสมดุล   และก่อเกิดเป็นวัตถุเป็นอาการโรคที่ผิดรูปผิดแบบสะสมอยู่ในร่างกาย   อาการโรคก็เสมือนวัตถุทั่วไป   เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุรากเหง้าและพัฒนาไปตามอาการที่เปลี่ยนแปลง   แต่ถ้าเราสามารถเช็คตรวจและวินิจฉัยของสาเหตุทำให้เกิดโรค   และหลักเกณฑ์ของอาการโรคที่เปลี่ยนแปลง  รวมทั้งนำวิธีบำบัดที่มีประสิทธิภาพมาบำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคที่มีอยู่   อาการโรคก็จะสามารถถูกขจัดแก้ไข   จากหนักเป็นเบา   จากใหญ่กับเล็กหรือสุดท้ายยังสามารถถูกขับออกจากร่างกาย   หลักการและวิธีเช็คตรวจวินิจฉัยอาการโรคโดยแพทย์แผนจีน   ยึดหลักวินิจฉัยอาการโรคที่เปลี่ยนแปลงตามอาการวัตถุนิยม   โดยเช็คตรวจวินิจฉัยจาก  4 วิธีการโดยจาก   การสังเกตการมอง   การถาม    การดมและการสัมผัส (เช่น  แมะชีพจร   กดจุดลมปราณ)  ส่วนวิธีบำบัดจะเน้นบำบัดอาการโรคโดยองค์รวม  (โดยทั่วหน้า)  ควบคู่กับการเน้นบำบัดอาการโรคที่รุนแรง  (เฉพาะทาง)  ไปพร้อมกันทฤษฎีของแพทย์แผนจีนกล่าวย่ำถึง  ร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยระบบอวัยวะต่างๆ ซึ่งร่วมปฏิบัติหน้าที่งานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  อวัยวะทุกส่วนมีเกี่ยวสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ถ้าอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานผิดปกติ   ย่อมทำให้ร่างกายเสียดุล  ผลทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บบั่นทอนชีวิต   ประวัติ 5,000  ปีของแพทย์แผนจีนได้รวบรวมสรุปหลักการทฤษฎีต่างๆ  เกี่ยวกับกลไกในร่างกายมนุษย์อย่างมหัศจรรย์และน่าทึ่งมาก   ดังเช่น  ทฤษฎีของอิน  หยาง  ทฤษฎีปัญจธาตุ   ทฤษฎีอวัยวะภายใน   โดยได้ชี้แนะอธิบายหน้าที่สรีระอย่างละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ  ภายในแต่ละอย่าง  และเกี่ยวสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน   5,000  ปีก่อนแพทย์แผนจีนก็สามารถค้นพบร่างกายมนุษย์มีระบบเส้นลมปราณและจุดลมปราณ  ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์และผลงานดีเลิศในวงการแพทย์ทั่วโลก   ระบบเส้นลมปราณเป็นโครงข่ายของเส้นลมปราณต่างๆ  เชื่อมโยงซึ่งกันและกันและยังเชื่อมโยงกับอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกาย  รวมทั้งภายนอกร่างกาย  เช่น  ผิวหนัง  กล้ามเนื้อ  เอ็น  กระดูก   อวัยวะรับรู้  ฯลฯ  หน้าที่สรีระของเส้นลมปราณ  จุดลมปราณคือลำเลียงเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  สะท้อนอาการของอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์  และปรับอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์ให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ  จากหน้าที่สรีระของเส้นลมปราณและจุดลมปราณ   ทำให้วงการแพทย์จีนไม่ว่าจะเป็นวิธีวินิจฉัยอาการโรควิธีบำบัดโดย   ฝังเข็ม  ทุยน่า  วางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ   นวดกดจุดลมปราณ  ต่างต้องอิงกับระบบเส้นลมปราณ   จุดลมปราณ    ฉะนั้นทฤษฎีของแพทย์แผนจีนรวมทั้งวิธีบำบัดต่างๆ  ของแพทย์จีนจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับนำมาขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ  ของระบบหลอดเลือดต่างๆ  ที่มีประสิทธิภาพ


แพทย์ทางเลือกสามประสานเป็นวิธีบำบัดที่สามารถขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ ของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพ

   ]             แพทย์ทางเลือกสามประสาน   คือ  การนวดฝ่าเท้าแบบจีน   ประสานกับการนวดกดจุดลมปราณและประสานกับการวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ   โดยยึดหลักเกณฑ์ของทฤษฎีพื้นฐานแพทย์แผนจีน   การเช็คตรวจวินิจฉัยโรค  ยึดหลักอาการโรคเปลี่ยนแปลงตามวัตถุนิยม   รวมทั้งประสานกับทฤษฎีระบบอวัยวะของร่างกายของแพทย์แผนปัจจุบัน   การบำบัดรักษาจะเน้นบำบัดอาการโรคแบบองค์รวม  (รักษาโรคทั่วหน้า)   ควบคู่กับการขจัดแก้ไขอาการโรคที่รุนแรง  (เฉพาะทาง)  ไปพร้อมกัน  เป็นวิธีการที่กระตุ้นเพิ่มประสิทธิภาพงานของเขตสะท้อนที่กระจาย  2  ข้างฝ่าเท้า  เส้นลมปราณ   จุดลมปราณ   เส้นประสาท  เซลล์ประสาทต่างๆ  ที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย   ผลักดันให้เลือดไหลเวียนอย่างมีระเบียบมีประสิทธิภาพและส่งผลปรับอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกายกลับเข้าสู่การปฏิบัติหน้าที่งานที่มีประสิทธิภาพ   โดยเฉพาะกลไกของระบบย่อยขับถ่าย   ระบบกลั่นกรอง   และระบบดุลยภาพของร่างกายที่ถูกปรับทำงานมีประสิทธิภาพ   ร่างกายมนุษย์ก็จะสามารถขับของเสีย  ขับสารพิษต่างๆ  ที่เกาะติดตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ  ทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุล  ภูมิคุ้มกันแข็งแรงดีขึ้น   ร่างกายก็จะฟื้นฟูแข็งแรง  ฉะนั้นแพทย์ทางเลือกสามประสาน   จึงเป็นวิธีบำบัดที่สอดคล้องกับสภาพสุขภาพร่างกายของมนุษย์ในสมัยสังคมปัจจุบันเหมาะที่จะนำมาเสริมช่วยวงการแพทย์ขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ  ของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพ


ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  : ยินดีให้คำปรึกษาชี้แนะวิธีดูแลเสริมสร้างสุขภาพ   สามารถโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  02-4380068 ,02-4388184

email:  zhenguhealth@gmail.com 

 
 หน้าแรก  บทความ  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ
By ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่.  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view