http://www.zhenguhealthland.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  บทความ ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ  คลิปวีดีโอ  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 04/04/2008
ปรับปรุง 22/06/2017
สถิติผู้เข้าชม179,765
Page Views214,650
สินค้าทั้งหมด 1
Menu
หน้าแรก
บทความ
ข่าวสาร
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
คลิปวีดีโอ
ติดต่อเรา
ถ้วยดูดสุญญากาศ
การนวดฝ่าเท้า
สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นจากแพทย์ทางเลือกสามประสาน ประสบการณ์ผู้ป่วย
ผลงานของอาจารย์สุทัศน์
เสนอนำแพทย์ทางเลือกสามประสาน เสริมช่วยปฎิรูปสาธารณสุข

ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือกสามประสาน

                                                               ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  

เป็นศูนย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการนำแพทย์ทางเลือกสามประสาน มาเสริมสร้างสุขภาพและเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  บำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอาการโรคของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แพทย์ทางเลือกสามประสาน  คืออะไร

  1. การนวดฝ่าเท้าแบบจีน
  2. การนวดกดจุดลมปราณ
  3. การครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)

 

                                                               

                 อาจารย์สุทัศน์ (คนกลาง) ถ่ายภาพคู่กับ อาจารย์ จงเชิงเวย (คนขวา)

 

                   แพทย์ทางเลือกสามประสาน   เป็นแพทย์ทางเลือกที่สอดคล้องกับสังคมสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน  สอดคล้องกับสภาพการณ์สุขภาพร่างกายของผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบัน  ซึ่งสามารถนำเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  ขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ ของระบบหลอดเลือด   รวมทั้งอาการโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  เช่น  อาการโรคความดันโลหิตสูง  ความดันโลหิตต่ำ  โรคหัวใจ  (อาการโรคหัวใจที่ยังไม่รุนแรงถึงขึ้นระดับหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือหัวใจล้มเหลว)  อาการโรคเบาหวาน  ไตพร่อง  อาการโรคข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ  (เช่น  โรคข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้นคอ  ข้อศอก  ข้อมือ  ข้อต่อเอว ฯลฯ เจ็บปวดอักเสบ)  อาการเวียนศีรษะ  อาการโรคแพ้ภูมิต้นเอง (SLE)  โรคหวัด  ระบบย่อยขับถ่ายผิดปกติ  ท้องผูก  สตรีประจำเดือนไม่ปกติ ฯลฯ


                 ก่อนที่เราวิเคราะห์ว่า  ทำไมแพทย์ทางเลือกสามประสาน  สามารถเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  ขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล   เรามาช่วยกันวิเคราะห์ดูว่าสาเหตุและปัจจัยลบอะไรที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน   มีภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำ  สุขภาพที่อ่อนแอ  เป็นโรคง่าย  ง่ายก่อเกิดอาการโรคหวัด  คอเจ็บ  ปวดหัว ฯลฯ  และมีผู้คนไม่น้อยร่างกายมีอาการโรคประจำตัวเรื้อรังเกาะติดสะสม  ดังเช่น  อาการโรคความดันโลหิตสูง  ความดันโลหิตต่ำ  โรคหัวใจ  โรคเบาหวาน  โรคข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ  สตรีประจำเดือนไม่ปกติ  มดลูกโตมีเนื้องอกหรือกระทั่งเนื้อร้าย (มะเร็ง)  เช่นเดียวกับที่บริเวณทรวงอกเต้านม  ก็พบซีสต์เนื้องอกหรือกระทั่งเนื้อรัาย (มะเร็ง) ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ท้องผูก ฯลฯ

สาเหตุและปัจจัยลบที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบันภูมิคุ้มกันตกต่ำ สุขภาพทรุดโทรมอ่อนแอเป็นโรคง่าย  และง่ายก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา  ก็คือ

1.  สิ่งแวดล้อม  มลภาวะเป็นพิษ  ชั้นอากาศก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซพิษต่าง ๆ นับวันจะเพิ่มทวีมากขึ้น

2.  อาหารการกินการดื่มที่เราบริโภค  ส่วนมากเติมใส่สารยาเคมีต่างๆ โดยเฉพาะบางอย่างยังเจือปนด้วยสารยาฆ่าเชื้อ  ฆ่าแมลงสารยากันบูดที่รุนแรง ก่อเกิดผลข้างเคียงทำลายบั่นทอนอวัยวะหลักในร่างกาย  เช่น  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  ไต  ตับ  ฯลฯ

3.   การดำเนินชีวิตในสังคมสมัยปัจจุบันที่แข่งขันรุนแรง  ทำให้ผู้คนส่วนมากมีอารมณ์ที่เคร่งเครียด  กังวล  ห่วงใย  ทำให้เลือดไหวเวียนไร้ระเบียบ   ร่างกายสูญเสียความสมดุล

4. การเคลื่อนไหวร่างกายของผู้คนส่วนมากที่ลดน้อยลงไปอย่างมาก  ก่อเกิดผลเสีย  ผลร้ายต่างๆ ต่อสุขภาพตามมาดังเช่น  ธรรมชาติสร้างมนุษย์เรามี  2 เท้าก็เพื่อให้เราใช้ประโยชน์ในการเดินสัญจรไปมาขับเคลื่อน  ร่างกายมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอแต่ผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบันกลับมองข้ามประโยชน์อันนี้  เดินทางสัญจรไปมาเกือบไม่ใช้  2 เท้าเดินเป็นหลัก  เพราะมีพาหนะสารพัดชนิดคอยให้บริการ  เช่น  รถยนต์  รถไฟ  เครื่องบิน  เรือยนต์  ฯลฯ   ขึ้นลงตึกสูงมีทั้งลิฟท์  บันไดเลื่อนคอยบริการ  2 มือก็เกือบทั้งวันไม่ขยับในการทำงานใช้เขียนแต่หนังสือคอยกดแต่ปุ่มของเครื่องใช้ไฟฟ้า   กดแต่ปุ่มของคอมพิวเตอร์  ผลเสียจากการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลงทำให้กลไกของเขตสะท้อนที่กระจาย  2 ข้างฝ่าเท้า  กลไกของระบบเส้นลมปราณ   จุดลมปราณ  ระบบเส้นประสาท  เซลล์ประสาท  ที่กระจายทั่วทั้งร่างกาย   ประสิทธิภาพการทำงานตกต่ำ  เสมือนถูกบ๊ลอกไว้ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้ว  กลไกของเขตสะท้อน  กลไกของเส้นลมปราณ  และกลไกของระบบประสาท  มีเกี่ยวสัมพันธ์กับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดของร่างกายเรา  ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเลือดไหลเวียนในหลอดเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ   และยังเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย   ช่วยสะท้อนอาการของอวัยวะและคอยปรับอวัยวะให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ   และเมื่อเป็นเช่นนี้  ก็ส่งผลทำให้เลือดที่ไหลเวียนในระบบหลอดเลือดประสิทธิภาพงานตกต่ำ  ไหลเวียนอ่อนกำลังไม่สม่ำเสมอ  อวัยวะต่างๆ ในร่างกายไม่ได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ  ประสิทธิภาพงานก็พลอยตกต่ำ  โดยเฉพาะกลไกของระบบย่อยขับถ่าย  ระบบกลั่นกรอง  ระบบดุลยภาพประสิทธิภาพงานกต่ำ   ซึ่งส่งผลทำให้ร่างกายไม่สามารถขับของเสีย  สารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   ของเสียสารพิษก็จะทยอยตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย   บวกกับในวันหนึ่งๆ เรายังต้องหายใจเข้าออกสูบอากาศที่เจือปนก๊าซคาร์บอนไดออกไซร์  ก๊าซพิษต่างๆ เข้ามาในร่างกาย  บริโภคอาหารที่เจือปนด้วยสารยาเคมีต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซร์  ก๊าซพิษต่างๆ  รวมทั้งสารยาเคมีต่างๆ เหล่านี้ถูกเราบริโภคเข้ามาในร่างกาย  นอกจากจะทำให้เลือดเหน็ดไหลเวียนช้าอ่อนกำลังและถ้ามิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   ก็จะเกิดการตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายเรา  ผสมผสานกับของเสียสารพิษบางส่วนที่ตกค้างอยุ่ในร่างกาย  ก็จะรวมไปเกาะติดสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  อยู่ตามบริเวณหลอดเลือดของข้อต่อต่างๆ เกาะติดนานวันก็จะแปรสภาพเป็นของเหลว   เป็นลิ่มเลือด  หรือกระทั่งเป็นของแข็ง  ซีล  เนื้องอก  เนื้อร้าย  มะเร็ง  ทำให้ผนังหลอดเลือดนานวันยิ่งแคบลง   จนทำให้เลือดไหลเวียนติดขัด  ไร้ระเบียบ  หรือกระทั่งกลายเป็นอุดตันและทำให้ทั่วร่างกายสูญเสียความสมดุล   เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบัน  มีสุขภาพอ่อนแอภูมิคุ้มกันตกต่ำ   เป็นโรคง่าย  และง่ายก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนมากมายตามมา

            การดำเนินชีวิตของเราอยู่ในสังคมสมัยปัจจุบัน  เสมือนตกอยู่ในกับดักหลุมพรางของปีศาจโรคร้ายต่างๆ  จากภูมิคุ้มกันร่างกายเราที่ตกต่ำ  โดยเฉพาะระบบย่อยขับถ่าย  ระบบกลั่นกรอง  และระบดุลย์ภาพประสิทธิภาพงานที่ตกต่ำ  ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ   ปัจจุบันเราจะพบมีผู้คนไม่น้อยในสังคมระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ขับถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา  หรือแต่ละครั้งของการขับถ่ายอุจจาระปริมาณน้อย  หรือกระทั่งมีอาการท้องผูก   ทำให้มีของเสียสารพิษตกค้างสะสมอยู่บริเวณรอบท้อง  ก่อเกิดอาการท้องจุกแน่น  อึดอัด (บางคนถึงแม้จะขับถ่ายอุจจาระทุกวัน  แต่ยังรู้สึกบริเวณรอบท้องมีลมก๊าซ)  และยังก่อเกิดอาการกรดไหลย่อย  อาการเรอ  รอบทรวงอกแน่นเจ็บปวด  อาการสะสมนานวันอาจทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหาร  ลำไส้  ถุงน้ำดี  ตับอักเสบ  นิ้วในถุงน้ำดี ฯลฯ  นอกจากนั้นของเสียสารพิษที่สะสมอยู่บางส่วนยังจะแทรกซึม    ไปในเส้นเลือดไหลเวียนตามไปเกาะติดสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่งๆ  ภายในร่างกาย  เช่น  ไต  ปอด  หัวใจ  บริเวณมดลูก  รังไข่  และบริเวณเต้านมของสตรี    รวมทั้งข้อต่อต่างๆ  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเอว  ข้อไหล่  ค้นคอ  ข้อศอก  ฯลฯ  เกาะติดสะสมนานวันของเสียสารพิษต่างๆ เหล่านี้  ก็จะแปรสภาพเป็นของเหลว  ลิ่มเลือด  หรือกระทั่งของแข็ง  เนื้องอก  เนื้อร้าย  ผนังหลอดเลือดนับวันยิ่งแคบลง  เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงยิ่งติดขัด  อาการเจ็บปวด  อักเสบไม่สบายก็ตามเกิดขึ้น 

                 ผมใคร่ขอเชิญทุกท่านมาช่วยชมดู  และช่วยวิเคราะห์ดูภาพเกี่ยวกับเลือดที่ไหลเวียนในระบบหลอดเลือดร่างกายเรา

                                   ภาพที่ 1  เกี่ยวกับเลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดเป็นวงจรปิด (วงกลม)                  

                                                         

                     

                 ภาพ 2  เกี่ยวกับเลือดที่บีบปั๊มออกจากหัวใจ  แล้วไหลเวียนเข้าสู่หลอดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วทั้งร่างกาย


                                                

                  จากภาพ 1  แสดงถึงปอดทำหน้าที่ฟอกเลือด  ฟอกอากาศ  ให้เป็นเลือดที่มีคุณค่าประโยชน์  ซึ่งมีทั้งโปรตีน  กลูโคส  และก๊าซออกซิเจน  ฯลฯ  แล้วส่งเข้าหัวใจ  หัวใจก็จะปั๊มบีบเลือดส่งเข้าท่อหลอดเลือด   และลำเลียงต่อเข้าหลอดเลือดเล็กแดง  หลอดเลือดฝอยแดง  เพื่อนำอาหารที่มีคุณค่าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ กระดูก  ข้อต่อ  เนื้อเยื้อ   ผิวหนัง  ฯลฯ  ระหว่างที่หลอดเลือดฝอยลำเลียงเลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ตามบริเวณตามจุดต่าง ๆ ของอวัยวะต่าง ๆ จะเกิดมีการเผาผลาญและแลกเปลี่ยนสารซึ่งกันและกันระหว่างหลอดเลือดฝอยแดงและหลอดเลือดเลือดฝอยดำ  กล่าวคืออาหารที่มีคุณค่ารวมทั้งออกซิเจน   จะถูกอวัยวะต่าง ๆ ดูดซึมนำไปใช้เป็นประโยชน์  ส่วนของเสียสารพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  หลังจากการเผาผลาญ  เช่น  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซร์  ความชื้น  (น้ำส่วนเกิน)  อาหารที่ไร้คุณค่า   รวมทั้งเลือดเสีย  จะถูกเส้นหลอดเลือดฝอยดำนำออกจากบริเวณดังกล่าว  แล้วลำเลียงเข้าสู่หลอดเลือดดำเล็ก    รวบรวมลำเลียงเข้าสู่หลอดเลือดดำใหญ่  เพื่อส่งเข้าสู่ปอดไปทำการฟอกใหม่  ฟอกเป็นเลือดที่มีคุณค่ามีประโยชน์แล้วส่งเข้าสู่หัวใจใหม่  หัวใจก็จะทำหน้าที่ต่อเนื่องบีบปั๊มเลือดเข้าสู่หลอดเลือดอีก  ปอด  หัวใจ  เส้นเลือดหลอดเลือดจะปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้อยู่ตลอดเวลา   เลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือด  1 รอบใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง  ประเด็นปัญหาจะอยู่ที่บริเวณระหว่างเลือดฝอยแดงและเส้นเลือดฝอยดำ   ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารซึ่งกันและกันนั้น  ต้องอาศัยพลังไหลเวียนของเลือด  2 ส่วนที่มีประสิทธิภาพ  การปฏิบัติหน้าที่ของสองหลอดเลือดฝอย   จึงจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

พลังแรกก็คือ  การไหลเวียนของเลือดในทั่วทั้งระบบหลอดเลือด(ทั่วทั้งร่างกาย)  ไหลเวียนอย่างมีพลังต่อเนื่องสม่ำเสมอ

พลังที่สอง  เลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่บริเวณอวัยวะระหว่างเส้นเลือดฝอยแดง  และเส้นเลือดฝอยดำ   ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารซึ่งกันและกันนั้น   เลือดต้องไหลเวียนหล่อเลี้ยงอย่างมีพลังสม่ำเสมอ 

               จาก  2 พลังดังกล่าว   ก็จะทำให้การแลกเปลี่ยนสารซึ่งกันและกันเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ   กล่าวคือ  เลือดที่มีคุณค่า  อาหารที่มีคุณค่า  ก๊าซออกซิเจนจะถูกอวัยวะต่าง ๆ ดูดซึมนำไปใช้เป็นประโยชน์   ส่วนของเสียสารพิษต่าง ๆ รวมทั้งเลือดเสียก็จะถูกขจัดนำออกจากบริเวณดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ  ตรงกันข้าม   ถ้าหากเลือดไหลเวียนอยู่ทั่วทั้งร่างกายไร้ประสิทธิภาพไม่มีพลัง  โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะที่ทำการแลกเปลี่ยนสารของหลอดเลือดฝอยอยู่นั้น  เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงไร้ประสิทธิภาพ   ก็จะทำให้ของเสียสารพิษรวมทั้งเลือดเสีย   ไม่สามารถถูกขจัดนำออกจากบริเวณดังกล่าวมีประสิทธิภาพ   จะมีของเสียสารพิษบางส่วนทยอยตกค้างสะสมอยู่บริเวณดังกล่วง    ตกค้างสะสมนานวันก็จะแปลพันแปรสภาพเป็นของเหลวลิ่มเลือดหรือกระทั่งเป็นของแข็ง  ซีลส์   ผนังหลอดเลือดนับวันจะยิ่งแคบลง  เลือดไหลเวียนติดขัดไม่โล่ง  อาการเจ็บปวดอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ข้อต่อต่าง ๆ ก็ตามเกิดขึ้น

                 สังคมปัจจุบัน  เนื่องจากผู้คนส่วนมากดำเนินชีวิตสวนทางและขัดกับธรรมชาติ  และยังมีปัจจัยลบต่างๆ  (ดังที่ผมได้กล่าวไว้)  คอยกระทบกระเทือนบั่นทอนสุขภาพร่างการเรา  อยู่เกือบตลอดเวลา  จนทำให้เลือดไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดร่างการไร้ระเบียบ  ไม่มีพลัง  ไม่สม่ำเสมอ  ส่งผลทำให้อวัยวะต่างๆ  กลไกระบบต่าง ๆ ในร่างกายประสิทธิภาพพลอยตกต่ำ   ทำให้ร่างกายเราไม่สามารถขับของเสียสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ   จึงมีของเสียสารพิษต่างๆ  เกาะติดสะสมมากมายอยู่ในร่างกาย     และจากโครงสร้างส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน  อ่อนไหว   ดัง ผ.ศ กนกธร  ปิยธำรงรัตน์ ได้กล่าวเขียนไว้ในหนังสือ  “ระบบอวัยวะของร่างกาย”    ว่า  “อวัยวะต่างๆ ประกอบเป็นร่างกายที่สมบูรณ์แบบ  จะสอดคล้องกับการดำรงชีวิตเป็นอย่างดี  ระบบอวัยวะทั้งหลายจะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาร่างกายให้คงสภาพชีวิตอยู่ได้ตราบเท่าอายุขัย   หากระบบอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไป   ก็ย่อมทำให้ร่างกายเสียสมดุล   ผลทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บบั่นทอนชีวิต    ฉะนั้นผนังหลอดเลือดของอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดหรือข้อต่ออันหนึ่งอันใด  เลือดลมไหลเวียนหล่อเลี้ยงติดขัด  ก็จะพลอยทำให้อวัยวะอื่นหรือข้อต่ออื่นในร่างกาย  เลือดลมไหลเวียนพลอยติดขัด  เกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายตามมา     เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมสังคมปัจจุบัน  คนส่วนมากมีภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำเป็นโรคง่าย  มีโรคประจำตัว  โรคเรื้อรังต่าง ๆ เกิดขึ้น

               ฉะนั้นในสังคมปัจจุบัน  เราจะพบมีผู้คนเจ็บป่วยไม่สบายมากมายโดยเกิดมีอาการโรคต่างๆ  เช่น  ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ท้องผูก  ปวดหัว  เวียนศีรษะ  กลางคืนหลับนอนไม่ดี  อาการความดันโลหิตสูง  ความดันโลหิตต่ำ  อาการโรคหัวใจ  เบาหวาน  สตรีบริเวณมดลูก  รังไข่  รวมทั้งบริเวณรอบทรวงอก  เต้านม  มีเนื้องอกหรือกระทั่งเนื้อร้ายมะเร็ง  อาการโรคข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเอว  ข้อไหล่  ต้นคอ  บ่า  ข้อศอก  ข้อมือ  ฯลฯ เจ็บปวดอักเสบ  และเมื่อสุขภาพของผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน  ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่อ่อนแอตกต่ำเช่นนี้   โดยเฉพาะผู้ป่วยบางท่านที่มีสุขภาพค่อนข้างจะอ่อนแอ    ร่างกายมีโรคประจำตัว  โรคเรื้อรังสะสมอยู่  ร่างกายสูญเสียความสมดุลค่อนข้างมาก   เวลาเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย   รับการบำบัดโดยแพทย์แขนงใดๆ  แพทย์ทำการบำบัดขจัดแก้ไขแต่อาการโรคเฉพาะอาการโรครุนแรงที่มีอยู่  โดยมิได้ใช้วิธีบำบัดอาการโรคอย่างทั่วหน้า  (แบบองค์รวม)  ประสานกับการบำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะ (ที่อาการสะท้อนรุนแรง)  ไปพร้อมกัน  ถึงแม้อาการโรคที่เจ็บปวดรุนแรง  (อาการโรคเฉพาะ)  อาจถูกขจัดแก้ไข  ทุเลาหายดี  หรือถูกควบคุมระงับดีขึ้น     แต่เนื่องจากทั่วร่างกายยังสูญเสียความสมดุล   พื้นฐานสุขภาพร่างกายที่ตกต่ำอ่อนแอ   ต้นตอของอาการโรคที่มีอยู่มิได้ถูกขจัดแก้ไข   ปรับปรุงดีขึ้น    อีกไม่ช้าไม่นาน  อาการโรคเจ็บป่วยรุนแรงที่เคยทุเลาหายดี  ก็อาจกลับมาเกิดอาการเจ็บปวดไม่สบายอีก  โดยเฉพาะถ้าเป็นวิธีบำบัด  (รวมทั้งการใช้ยาบำบัด)  ที่ก่อเกิดมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพบั่นทอนถึงอวัยวะหลักในร่างกาย  เช่น  กระเพาะ  ลำไส้  ไต  ตับ  ฯลฯ ทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียความสมดุล  เลือดไหลเวียนยิ่งไร้ระเบียบ    ก็อาจทำให้ก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนต่างๆ  ในร่างกายตามมา    และเป็นสาเหตุที่มีอาการเรื้อรังหลาย ๆ อาการ  ยังไม่สามารถถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้  จะทำอย่างไร  เราถึงสามารถฟื้นฟูสุขภาพและภูมิคุ้มกันแข็งแรงดีขึ้น

               วิธีแรก   ต้องพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากเท่าทีจะมากได้  โดยปกติผู้ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก  ผู้ที่ใช้แรงงานในการทำงานอยู่ตลอดเวลาทั้งวัน  เลือดลมจะไหลเวียนในร่างกาย    และสุขภาพดีกว่าผู้ที่ใช้แต่สมองนั่งทำงานบนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ทั้งวัน   หรือไม่ต้องออกกำลังกายให้เป็นประจำทุกวัน  (ไม่ใช่ออกกำลังกายแค่อาทิตย์ละ  3-4 วัน)  และการออกกำลังกายต้องปฏิบัติให้ถูกหลักวิธี   เพื่อให้สอดคล้องกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดของร่างกายเรา   เพราะหลอดเลือดในร่างกายเราเป็นวงจรปิด   การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด   จะไหลเวียนอยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  โดยการไหลเวียนหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ  30 นาที  ฉะนั้นการออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการ  คือ  ก่อนออกกำลังกายต้องอบอุ่นร่างกาย  (โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายประเภทรุนแรง  ยิ่งต้องอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ)  ช่วงบริหารการออกกำลังกายต้องต่อเนื่องสม่ำเสมอ  ไม่ใช่ทำ ๆ หยุด ๆ ใช้เวลาขั้นต่ำอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง  การขี่จักรยาน  การถีบจักรยาน  ว่ายน้ำให้ต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง  การเดินขั้นต่ำ  30 -40  นาที  (การเดินฝีก้าวต้องเดินเร็วได้ระดับหนึ่ง  ไม่ใช่เดินอย่างช้าๆ สบายๆ )  ในเวลาเดียวกันวิธีการออกกำลังต้องให้สอดคล้องกัยสุขภาพ  พลังร่างกายของตนที่มีอยู่อย่าหักโหม  เป็นต้น  เช่นบางคนปกติไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน   แต่พอมีเวลาออกกำลังกายก็ออกกำลังกายเพลินมากถึง  2 –  3  ชั่วโมง  วิธีดังกล่าวนี้นอกจากจะเผาผลาญพลังร่างกายเกินควรแล้ว   ยังมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเกิดการสดุดบาดเจ็บและเกิดเจ็บป่วยไม่สบายตามมา

            ทั้งนี้  การออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการ หลังจากเราออกกำลังกายถึงระยะเวลาหนึ่ง  อวัยวะทุกส่วนและกลไกระบบต่างๆ  ภายในร่างกายจะถูกปรับปรุงให้เข้าสู่ระบบสมดุลสูงสุดและร่างกายก็จะหลั่ง “สารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin)” ออกมารับใช้สุขภาพ  ซึ่งสารเอ็นดอร์ฟินนี้เป็นยาวิเศษที่ช่วยเสริมสร้างปรับปรุงร่างกายเราให้เข้าสู่สมดุล  และทยอยปรับภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงดีขึ้นและสิ่งที่ต้องย้ำและจำให้ขึ้นใจก็คือ  การออกกำลังกายที่ถูกหลักต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน  ไม่ใช่เพียงอาทิตย์ละแค่  3 – 4 วัน

                   วิธีที่สอง  พยายามบริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย  พยายามทานอาหารให้ครบ  5 หมู่  และเน้นบริโภคอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก  แต่ถ้าผู้ใดจำเป็นต้องเสริมทานวิตามิน  หรืออาหารเสริมบางอย่างก็สมควรปรึกษาจากแพทย์ก่อน  มิฉะนั้นถ้าหากสารยาเคมีหรืออาหารเสริมที่มีสารเคมีผสมที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกาย   มิได้ถูกร่างกายเราดูดซึมไปใช้เป็นประโยชน์หรือดูดซึมได้เพียงเล็กน้อย   และสารเคมีที่เหลือมิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ  ก็จะกลายเป็นของเสีย  สารพิษตกค้าง  และสะสมในร่างกาย

                  บริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย   พยายามหลีกเลี่ยงทานอาหารประเกทรสจัด  เช่น  เค็มจัด  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  อาหารที่ปรุงแต่งเกินควร  ฯลฯ  รวมทั้งอาหารเครื่องดื่มที่มีสารกาแฟอิน   รวมทั้งเหล้า  แอลกอฮอล์    เนื่องจากอาหารเครื่องดื่มเหล่านี้  รับประทานบ่อยครั้งนานวันจะบั่นทอนประสิทธิภาพของการทำงานของไต  ทำให้ไตพร่องประสิทธิภาพงานตกต่ำ  ถ้าหากไตเราพร่องแล้ว   อาการเจ็บป่วยไม่สบาย  ปัญหาต่างๆ ก็ตามเกิดขึ้น  เช่น  ขับปัสสาวะไม่รื่บ  ระบบย่อยขับถ่ายอ่อนแอ  ท้องผูก  (ไต ทำหน้าที่กลั่นกรอง  ควบคุมการปัสสาวะ  อุจจาระ)  กระดูก  ข้อต่อต่างๆ  อาจบกพร่องเจ็บปวดอักเสบตามมา  (สารจำเป็นของไต  สร้างเป็นไขกระดูก  เสริมความแข็งแกร่งของข้อต่อกระดูก)  รวมทั้งอาการเจ็บปวดไม่สบายอื่นๆ  ตามมา       (ไตควบคุมหยินและหยางและการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกาย

                      ในที่นี้ผมแนะนำให้บริโภคมันเทศ  มาช่วยระบบย่อยขับถ่ายของเรา  ซึ่งมันเทศมีประโยชน์ต่อการช่วยย่อยขับถ่ายมาก  แพทย์จีนและสื่อตะวันตก  ยกย่องเป็นพืชผักอันดับหนึ่งของการต่อต้านมะเร็งลำไส้   สามารถรับประทานแบบนึ่ง  เผา  หรือมันเทศต้มขิง (ขิงแก่)  มันนึ่งเผาสามารถรับประทานได้บ่อยๆ  แต่มิควรทานเวลาช่วงเย็น  เพราะอาจทำให้ท้องจุกแน่น  ส่วนมันเทศต้มขิง  ทานอาทิตย์ละ  2 – 3 ครั้งก็พอ  เนื่องจากขิงแก่เผ็ด  ทานมากจะบั่นทอนถูกไต   มะขามหวานก็เป็นผลไม้หนึ่ง  ช่วยย่อยขับถ่ายได้ค่อนข้างดี   แต่ต้องรับประทานปริมาณมากระดับหนึ่ง  ขั้นต่ำต้อง  10 ฝัก

              วิธีที่สาม   ลดอารมย์ของความเครียด  กังวล  พยายามจัดสรรเวลานั่งสมาธิ  สวดมนต์   เพื่อปรับจิตใจร่างกายให้สงบ   รักษาร่างกายให้อยู่ในความสมดุ

            วิธีที่สี่   นำแพทย์ทางเลือกสามประสานมาเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ  แพทย์ทางเลือกสามประสานนี้มีประโยชน์มากต่อการนำมาเสริมช่วยวงการแพทย์ขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการโรคต่าง ๆ ของระบบหลอดเลือด  และยังเป็นแพทย์ทางเลือดที่ประชาชนทั่วไปยังสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ   และบำบัดโรค  (อาการโรคที่ไม่รุนแรง)  ด้วยตนเอง

                ส่วนที่ว่าทำไมแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้  มีประสิทธิภาพประสิทธิผลและพลังมากมาย  ต่อการนำมาบำบัดอาการโรคต่างๆ ของระบบหลอดเลือด  ผมใคร่ของเชิญชวนทุกท่านลองมาศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับความรู้วิชา  และทฤษฎีของแต่ละศาสคร์ของแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้  รวมทั้งหลังจากเรานำทั้งสามศาสตร์แพทย์ดังกล่าวนี้  มาประสานใช้ด้วยกันแล้ว  ทำไมถึงเกิดมีพลังมากมาย  มีประสิทธิภาพประสิทธิผลต่อการบำบัดโรตต่างๆ  

พลังแห่งการนวดฝ่าเท้า

ทำไมจะต้องนวดฝ่าเท้า

นวดฝ่าเท้าแบบจีนมีผลดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร

                   ฝ่าเท้าเราเป็นบริเวณที่ห่างไกลสุดจากหัวใจ  และเป็นบริเวณที่เส้นหลอดเลือด  เส้นโลหิตฝอยแดง  เส้นโลหิตฝอยดำ   รวมทั้งเส้นประสาทกระจายปลายสุด  ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้เลือดที่ปั๊มออกจากหัวใจเข้าสู่หลอดเลือด   แล้วไหลเวียนมาบริเวณนี้มีความดันเลือดต่ำและมีการไหลเวียนช้ากว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย   นอกจากนี้บริเวณ  2 ข้างฝ่าเท้ายังมีข้อต่อ 33  ข้ออันเป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลต้านทานการไหลเวียนของเลือดสูง   จึงเป็นบริเวณที่มีของเสีย  สารพิษเกาะติดง่ายโดยเฉพาะเกาะติดสะสมอยู่ตามข้อต่อต่าง  ๆ ตาม  2 ข้างฝ่าเท้านี้          

                   ทฤษฎีของการนวดฝ่าเท้าได้อธิบายเอาไว้ว่า  ที่ฝ่าเท้าของมนุษย์เรามีเขตสะท้อน 64  เขต กระจายทั่ว  2  ข้างเท้า  แต่ละเขตสะท้อนเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย กล่าวคือ ถ้าหากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานบกพร่องหรือกระทั่งเกิดอาการเจ็บปวด  ก็จะส่งผลสะท้อนไปเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้า  เกิดมีอาการเจ็บปวดตามมา  เช่นเดียวกันในเวลาที่เขตสะท้อนที่ฝ่าเท้าเกิดมีอาการเจ็บปวด หรือเปลี่ยนรูปทรง  ก็จะส่งผลสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์   ทำให้เกิดมีอาการเจ็บปวดหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องตามมา  

                   ดังนั้น  เวลาเราทำการนวดฝ่าเท้ากับเขตสะท้อนที่มีอาการเจ็บปวดหรือเปลี่ยนรูปทรง  พลังแรงนวดได้กระตุ้นถูกเซลล์ประสาทที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบข้างเขตสะท้อนและอวัยวะภายในที่เกี่ยวสัมพันธ์  (โดยผ่านศูนย์กลางประสาทเชื่อมโยง)   ทำให้เซลล์ประสาทเหล่านี้ตื่นตัวและทำงานอย่างกระฉับกระเฉง  พร้อมทั้งผลักดันให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยเฉพาะได้ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดของเสียสารพิษออกจากผนังหลอดเลือด  ทำให้หลอดเลือดขยายกว้างขึ้น   เลือดไหลเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ  อาการเจ็บปวดที่มีอยู่ก็จะทยอยทุเลาหายดี  


นวดฝ่าเท้าแบบจีนแตกต่างกับการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพอย่างไร?

                    นวดฝ่าเท้าแบบจีน   มีประวัติยาวนานมา  4,000 – 5,000 ปี  เป็นวิธีนวดฝ่าเท้าที่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง  ๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   เมื่อ   15  ปีก่อน  ผมเดินทางไปที่เมืองจูไห่  (ติดกับมาเก๊า)  สาธารณรัฐประชาชนจีน   เพื่อศึกษาวิธีนวดฝ่าเท้าแบบจีนกับ   “อาจารย์จงเชิงเวย”  ซึ่งเป็นวิชานวดฝ่าเท้าประจำตระกูลและปกติความรู้และวิชาชีพดังกล่าวจะถ่ายทอดให้เฉพาะลูกหลานในตระกูลเท่านั้น    แต่ผมโชคดีที่อาจารย์จงเชิงเวยเชื่อใจรับผมเป็นลูกศิษย์  พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาชีพนี้ให้กับผม

                   วิธีการนวดฝ่าเท้าแบบจีนตำรับอาจารย์จงเชิงเวย    เน้นการใช้ไม้นวดเป็นหลักประสานกับใช้มือนวดบางเวลา    โดยการนวดต้องนวดแบบมีระบบ สม่ำเสมอต่อเนื่อง  และนวดต้องหันไปทิศทางเดียวกัน  คือ   นวดหันเข้าสู่ร่างกายสู่ปอดสู่หัวใจ   เพื่อผลักดันให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนอย่างมีพลังมีประสิทธิภาพ  

                   ทั้งนี้   การนวดฝ่าเท้าแบบจีนสามารถนวดได้ทุกวัน   วันหนึ่งนวดได้  2-3 ครั้ง  ยิ่งนวดสุขภาพก็จะยิ่งแข็งแรง   ต่างกับการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพทั่วไปที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันซึ่งวันหนึ่งห้ามนวดเกิด  1 ครั้ง  อาทิตย์หนึ่งนวดได้ไม่เกิน  3  ครั้ง   และเพียงนวดเพื่อสุขภาพไม่มีผลต่อการรักษา

พลังมหัศรรย์แห่งการนวดกดจุดลมปราณ

ลมปราณคืออะไร  มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างไร?

                   ประมาณ  5,000  ปีก่อน   หนังสือต้นตำรับแพทย์แผนจีน  “หวลตี้ไน่จิง”   ระบุไว้ว่าร่างกายมนุษย์มีระบบเส้นลมปราณ   ระบบเส้นลมปราณ  คือ  ระบบโครงข่ายของเส้นลมปราณหลัก  และเส้นลมปราณย่อยที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในกับร่างกายภายนอก  คือ  ผิวหนัง  กล้ามเนื้อ  เอ็น  กระดูก  อวัยวะรับรู้  เป็นต้น  เป็นเส้นทางลำเลียงไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ตลอดรวมถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้ทำงานเป็นปกติ  และมีภูมิคุ้มกันต้านทานการรุกรานจากโรคภายนอก   นอกจากนั้นเส้นลมปราณยังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของอวัยวะภายใน  กับผิวหนังและช่วยปรับสมดุลในการทำงานของร่างกาย

                  จุดลมปราณเป็นจุดที่มีชื่อเฉพาะและมีที่ตั้งแน่นอน ทั่วร่างกายมีจุดลมปราณประมาณ  409  จุด  ซึ่งกระจายอยู่ตามเส้นลมปราณต่างๆ   เป็นจุดสะท้อนอาการไหลเวียนของเลือดลม  สะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของเส้นลมปราณ  และสะท้อนอาการของอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์กัน   ซึ่งจากที่เส้นลมปราณและจุดลมปราณต่าง ๆ ในร่างกายมีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอวัยวะภายในร่างกายและยังปฏิบัติหน้าที่งานทางสรีระวิทยาสำคัญ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย  การนวดกดจุดลมปราณจึงเกิดพลังและมีประโยชน์   เช่นเดียวกับการนวดเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้า   เพราะทั้งคู่เป็นการกระตุ้นผลักดันให้เซลล์ประสาทที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบตัวตื่นตัว   และปฏิบัติหน้าที่อย่างกระฉับกระเฉง  ส่งผลผลักดันให้เลือดปรับการไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่การไหลเวียนอย่างมีระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพ   ขณะเดียวกันนอกจากปรับการปฏิบัติหน้าที่ของจุดลมปราณเข้าสู่ปกติแล้วยังส่งผลทำให้อวัยวะที่เกี่ยวพันกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเวลาทำการนวดบำบัดหรือทำการนวดเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ     

                   เราทำการนวดกดจุดลมปราณต่างๆ  ของ  2  เส้นลมปราณคือ  เส้นลมปราณตู   และเส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ   ซึ่งกระจายอยู่บนแผ่นหลังของร่างกาย ให้ถ้วนทั่วควบคู่กับการนวดกดจุดลมปราณตามเส้นลมปราณอื่น   ที่มีอาการเจ็บปวดหรือเปลี่ยนรูปทรงไปพร้อมกัน   วิธีนวดแบบนี้ถือเป็นวิธีการบำบัดอาการโรคแบบองค์รวมแบบหนึ่งโดยขจัดแก้ไขอาการโรคทั่วหน้า  ควบคู่กับการเน้นขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะไปพร้อมๆ กัน  ซึ่งเป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพและการบำบัดที่มีประสิทธิภาพ  เนื่องจาก 2 เส้นลมปราณเกี่ยวสัมพันธ์และควบคุมการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย  เช่น  สมอง  ต้นคอ  ปอด  หัวใจ  กระบังลม ตับ ถุงน้ำดี  กระเพาะอาหาร  ม้าม  ไต  ลำไส้ใหญ่  ลำไส้เล็ก  กระเพาะปัสสาวะ  มดลูก  ฯลฯ

พลังมหัศจรรย์แห่งการวางถ้วยดูดสุญญากาศ

                   ทฤษฎีของการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ (Vacuum Cupping)ในการบำบัดอาการโรคต่างๆ อาศัยการปฏิบัติงานของชุดเครื่องปั้มดูดระบบสุญญากาศ ปั้มดูดอากาศออกจากภายในบริเวณถ้วย ความกดดันของสุญญากาศดึงดูดผิวหนังให้นูนสูงขึ้น บริเวณผิวหนังดังกล่าว ถูกกระตุ้นถูกกดดันทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ผลักดันให้เลือดลมไหลเวียนเข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ได้ผลักดันให้เส้นลมปราณ จุดต่างๆ ของเส้นลมปราณ เซลล์ของเส้นประสาท เซลล์ของเลือดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านพยาธิวิทยา ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอม สารพิษเชื้อโรค ของเสียต่างๆ เหล่านี้ถูกขจัดออกจากผนังของหลอดเลือดประสานกับการกดดันของถ้วยดูด และการปฏิบัติหน้าที่งานของผิวหนัง ของเสียสารพิษบางส่วนจะถูกดูดออกจากรูขุมขนของผิวหนังโดยตรง สะท้อนออกเป็นไอน้ำ หยดน้ำเกาะติดอยู่กับผนังของถ้วยดูด บางส่วนจะถูกดูดมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง (สะท้อนออกเป็นสีผิวต่าง ๆ) จากนั้นจะถูกขจัดออกจากร่างกายพร้อมกับเหงื่อ หรือสลายไปตามเลือดลมที่หมุนเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด ถูกขับออกจากร่างกายโดยทางปัสสาวะและอุจจาระ

                   เมื่อของเสียสารพิษต่าง ๆ ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดแล้ว   ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  ทำให้เลือดลมซึ่งไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างระเบียบ  อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ได้รับเลือดมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ   ก็จะปรับการปฏิบัติหน้าที่งานเข้าสู่ปกติและมีประสิทธิภาพ ทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุล

                   ทั้งนี้    จากหลักฐานในประวัติศาสตร์และบันทึกทางการแพทย์พบว่า   คนจีนเรียนรู้วิธีใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศมาบำบัดอาการโรคต่าง  ๆ ยาวนานมากว่า 2000 ปี  ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่ใช้  “เขาสัตว์”   เป็นเครื่องมือในการรักษา   โดยนำมาทำเป็นกล่อง   เสร็จแล้วนำไปต้มกับน้ำร้อนหรือจุดไฟลนให้เกิดสูญญากาศ   จากนั้น   นำมาครอบบำบัดอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะบำบัดอาการที่เจ็บปวดอักเสบ  ดูดสารพิษ  ดูดลิ่มเลือดออกจากร่างกาย ออกจากบริเวณผิวหนังที่มีอาการอักเสบ   ต่อมาได้ถูกพัฒนามาเป็นลำดับ    โดยเปลี่ยนเป็นถ้วยทำด้วยไม้ไผ่หรือถ้วยแก้ว  แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ยังต้องลนให้เกิดสุญญากาศเสมอ

                   2,000  กว่าปีที่ผ่านมา  เราพบว่า  แพทย์แผนจีนโบราณ หรือหมอชาวบ้านใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศบำบัดอาการโรคต่าง ๆ ให้ชาวจีน  อย่างแพร่หลายในผืนแผ่นดินใหญ่   โดยเฉพาะตามชนบท   ตามสถานที่ห่างไกลจากหัวเมือง   และยังมีครัวเรือนไม่น้อยในประเทศจีน เรียนรู้ถึงประโยชน์และกรรมวิธีการใช้เครื่องมือแพทย์ชุดนี้   และได้สำรองเครื่องมือแพทย์นี้ไว้ในครัวเรือน เวลามีสมาชิกผู้ใดเกิดมีอาการเจ็บปวดหรือกระทั่งอักเสบตามบริเวณผิวหนังของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   ก็จะนำถ้วยมาลนไฟแล้วครอบบำบัด   อาการเจ็บปวดหรือผิดปกติที่มีอยู่ ก็จะถูกขจัดแก้ไขบรรเทาหายได้โดยเร็ว

                   สำหรับตัวผมเองนั้น  มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิชาถ้วยดูดระบบสุญญากาศจากศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ซึ่งเป็นชาวจี๋หลิง  เมืองที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน

                   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   นอกจากเป็นแพทย์แผนจีนที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาถ้วยดูดระบบสุญญากาศ      ในปี พ.ศ. 2536   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ยังประสบความสำเร็จในการผลิตชุดเครื่องปั๊มดูดอากาศแบบสมัยใหม่มาแทนการใช้ถ้วยแก้วลนไฟแบบดั้งเดิมอีกด้วย    ซึ่งความมหัศจรรย์จากพลังแห่งการค้นคิดทำให้โลกได้มีโอกาสใช้ชุดเครื่องมือปั๊มดูดที่ปลอดภัย    เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดรอยไหม้บนผิวหนัง   และสามารถวางถ้วยดูดยาวนานกว่า  โดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ต่อสุขภาพผู้ป่วย 

                   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ได้นำชุดเครื่องปั๊มดูดสมัยใหม่ที่ถูกค้นคว้าและผลิตขึ้นมาประสานกับความรู้ทฤษฎีพื้นฐานแพทย์แผนจีน  โดยเฉพาะการบำบัดอาการโรคที่ต้องอิงกับระบบเส้นลมปราณ   และวิธีบำบัดที่เน้นบำบัดอาการโรคทั่วหน้า  (องค์รวม)  ควบคู่กับการบำบัดอาการเฉพาะโรคไปพร้อมกัน  และยังเป็นชุดถ้วยปั๊มดูดซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ   บำบัดอาการโรค (อาการไม่รุนแรง)  ด้วยตนเอง


ความลับใต้ถ้วยดูดสุญญากาศ

สะท้อนอาการ  สะท้อนสุขภาพ

                   หลังการวางถ้วยดูดสุญญากาศทิ้งระยะเวลาสักพัก  (ประมาณ  10-15 นาที)  จะพบมีรอยสีผิวเกิดขึ้นที่ผิวหนังภายในบริเวณถ้วยดูด    ซึ่งรอยสีเหล่านั้นก็คือของเสียหรือสารพิษที่ถูกดูดออกมาจากผนังหลอดเลือดและเกาะติดอยู่กับผิวหนัง   โดยแต่ละรอยสีจะสะท้อนถึงอาการผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย และการปฏิบัติหน้าที่งานบกพร่องของลมปราณที่แตกต่างกันออกไปกล่าวคือ

สีขาว    -   เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกเย็น สะท้อนถึงอาการพร่องของลมปราณและเลือดที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

สีแดง    -   สะท้อนถึงการไหลเวียนผิดระเบียบของเลือดลม อิน(หยิน)พร่อง  หยางสูง ความร้อนพุ่งสูงทำให้เกิดอาการปวดหัวตัวร้อน  เป็นต้น

สีแดงอ่อนควบสีเหลือง  -  สะท้อนถึงความชื้นเกาะติด  หรืออาจกระทบกระเทือนจากความเย็น    และความร้อนภายนอก

สีม่วงและมีรอยของสีเทา  -  สะท้อนถึงมีความหนาวเย็น  และมีลิ่มเลือดเกาะติด 

ผิวสีเป็นสีม่วงเข้มอ่อนกระจาย  -   สะท้อนถึงลมปราณติดขัด  และมีลิ่มเลือดเกาะติดบางส่วน

สีดำคล้ำ   -   สะท้อนถึงลิ่มเลือดเกาะติด  เลือดลมไหลเวียนติดขัด  ปวดประจำเดือนหรือการปฏิบัติงานพร่องของหัวใจ

                   ของเสียสารพิษต่างๆ  ที่ถูกดึงดูดออกมาเกาะติดอยู่ตามผิวหนัง  บางส่วนจะถูกขับออกโดยทางผิวหนังในลักษณะของเหงื่อ  บางส่วนจะถูกขับให้ไหลเวียนไปตามเลือดลมที่ไหลเวียนในระบบหลอดเลือด   ออกทางปัสสาวะและอุจจาระ  ถ้าหากทำการดูดบำบัดต่อเนื่อง  ของเสียสารพิษก็จะทยอยถูกขจัดถูกสลายไปทีละน้อย   ผิวสีก็จะทยอยจางหายปรับกลมกลืนดั่งผิวสีปกติ  สอดคล้องกับสุขภาพร่างกายที่ถูกปรับปรุงแข็งแรงดีขึ้น  แต่ถ้าหากเป็นสีม่วงคล้ำหรือสีดำคล้ำหลังใช้ถ้วยดูดสุญญากาศต่อเนื่องหลายวันแล้วผิวสียังไม่ถูกปรับปรุงดีขึ้น   นั่นสะท้อนให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีลิ่มเลือดเกาะติดมากและเกาะลึก    ซึ่งจำเป็นต้องใช้เข็มเฉพาะมาเจาะแทงบริเวณผิวหนังดังกล่าว  (เจาะแทงเบาๆ  โดยไม่ก่ออาการเจ็บปวดใด ๆ ต่อผิวหนัง)   และทยอยดูดเอาลิ่มเลือดออก  

                   อย่างไรก็ตาม   ในกรณีพิเศษบางกรณี    ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการบวมแล้ววางถ้วยดูดที่จุดลมปราณที่มีอาการเจ็บปวดต่อเนื่องหลายวัน   ก็ยังไม่สะท้อนออกเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำคล้ำ   แต่สะท้อนออกเป็นสีผิวขาวหรือสีแดงอ่อน  เมื่อสัมผัสกดนวดถูกยังรู้สึกเจ็บปวดมาก   ก็ถือเป็นอาการอีกรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนถึงความชื้นและลิ่มเลือดเกาะติดได้เช่นเดียวกัน

ดูดของเสีย-สารพิษ-ลิ่มเลือด

ออกจากรูขุมขน

                   โดยปกติบริเวณผิวหนังใด  จุดลมปราณใด  รวมทั้งอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์กับจุดลมปราณดังกล่าว   เมื่อเลือดลมที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ติดขัด   จนเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ  บวม  หรือรูปทรงเปลี่ยนแปลง   หลังวางถ้วยดูดสักพักจะพบผนังถ้วยดูดที่วางดูดอยู่  มีไอน้ำหรือหยดน้ำเกาะติด   ซึ่งนั่นสะท้อนถึงก๊าซเสีย   (คาร์บอนไดออกไซด์)  หรือความชื้น  (ส่วนเกินในร่างกาย)  ที่เกาะติดอยู่กับจุดลมปราณหรือผนังหลอดเลือดของอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์ถูกดูดออกมา

                   สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่มีอาการโรคเรื้อรังและรับประทานยาเคมีมายาวนานเป็นปี ๆ  หรือบางท่านที่ดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมบริเวณที่มีก๊าชพิษ  สารเคมีปกคลุม  เช่น โรงงานที่ทำการผลิตสินค้าเกี่ยวข้องกับสารพิษสารเคมีหลังวางถ้วยสักพัก    จะสังเกตเห็นบริเวณผิวหนังบางแห่งที่วางถ้วยครอบดูดจะมีตุ่มต่าง ๆ  เกิดขึ้น  บางตุ่มเป็นน้ำใส ๆ  หรือเจือปนด้วยน้ำเหลือง  บางตุ่มเป็นเส้นเลือดฝอยสีแดง  หรือกระทั่งเป็นลิ่มเลือด    สะท้อนถึงสารพิษต่าง  ๆ  ที่สะสมเกาะติดอยู่กับผนังหลอดเลือด   ได้ถูกขจัดถูกดูดออกมารวมเป็นตุ่ม  และเกาะติดอยู่กับผิวหนัง   เมื่อตุ่มสารพิษต่าง ๆ  เหล่านี้ทยอยถูกขจัดออก   ผนังหลอดเลือดก็จะขยายกว้าง    เลือดไหลเวียนผ่านก็จะราบรื่นไหลเวียนอย่างมีพลังสม่ำเสมอ

                   ส่วนวิธีจัดการกับตุ่มสารพิษเหล่านี้  เราเพียงแต่ใช้เข็มเฉพาะ (เช็คทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์)  แทงเขี่ยให้น้ำเหลวหรือลิ่มเลือดไหลออก  หลังจากนั้นใช้ยาแอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาดบริเวณผิวหนังดังกล่าว    โดยผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ  แต่อย่าใช้สบู่ล้างหรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดถูถูก  

                   ทั้งนี้   บริเวณผิวหนังใดมีตุ่มสารพิษเกิดขึ้น   บริเวณผิวหนังดังกล่าวต้องวางถ้วยดูดครอบดูดต่อเนื่อง   และทยอยดูดตุ่มสารพิษต่าง ๆ  เหล่านี้ออกมาให้หมด   เมื่อดูดจนไม่พบมีตุ่มสารพิษใด ๆ  เกิดขึ้น  บริเวณผิวหนังดังกล่าวก็จะตกสะเก็ด   หลังจาก 3-4 วันสะเก็ดที่มีอยู่จะทยอยหลุดออก     จากนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวจะปรับเข้าสู่ปกติ  แต่ถ้าหลังมีตุ่มเกิดขึ้นแล้วไม่ทำการวางถ้วยครอบดูดต่อเนื่อง  สารพิษต่าง ๆ  ที่เหลือมิได้ถูกขจัดดูดออกมา    ก็จะทำให้บริเวณผิวหนังดังกล่าวเกิดอาการบวมแดง  หรือสีผิวที่สะท้อนออกอาการผิดปกติจะไม่สามารถจางหายในระยะเวลาสั้น

สำหรับวิธีขจัดตุ่มสารพิษต่าง ๆ  ออกจากผนังหลอดเลือด  และวิธีนำเข็มเฉพาะมาเจาะแทงบริเวณผิวหนังแล้วดูดสารพิษ  ลิ่มเลือด  ออกจากบริเวณที่วางถ้วยดูดนั้น   เป็นวิธีบำบัดที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล  ปลอดภัยและไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อผิวหนังต่อสุขภาพผู้ป่วย

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

                   หนึ่ง  -  เข็มที่เราใช้แทงตุ่มสารพิษเพื่อขจัดน้ำเหลืองเสีย  หรือลิ่มเลือดออกจากตุ่ม  หรือเข็มที่เราใช้เจาะแทง (เบา ๆ ) บริเวณพื้นที่ผิวหนัง   หรือตามข้อต่อเพื่อกำจัดดูดสารพิษ  ลิ่มเลือดออกบริเวณดังกล่าว   เข็มที่ใช้จะใช้เฉพาะกับผู้ป่วยรายบุคคล  ก่อนทำการแทงเขี่ยหรือเจาะแทง   และเมื่อเสร็จสิ้นการบำบัดต้องใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ   ส่วนเข็มเจาะแทงใช้เฉพาะต่อบุตตลและใช้เพียงครั้งเดียว     เช่นเดียวกับจุดลมปราณหรือบริเวณผิวหนังที่จะทำการบำบัด     ทั้งก่อนและหลังบำบัดต้องใช้แอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาด  บริเณดังกล่าวเสมอ

               สอง  -  บริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดเป็นสุญญากาศ  เชื้อโรคจากภายนอกจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในบริเวณผิวหนังดังกล่าวได้  ฉะนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวหลังทำการขจัดตุ่มสารพิษหรือลิ่มเลือดแล้วจะไม่ก่อเป็นแผลเป็นหรืออักเสบ   

              และเมื่อของเสียสารพิษต่าง ๆ  ทยอยถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่าง ๆ  ภายในร่างกาย   ผ่านจุดลมปราณตามบริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดจนหมด   สีผิวต่าง ๆ  ที่เคยปรากฏบนผิวหนังจะทยอยจางหายและถูกปรับเข้าสู่ภาวะปกติโดยปริยาย  

                   ฉะนั้น  วิธีบำบัดดังกล่าวจึงไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อสุขภาพผู้ป่วย   รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอาการโรคเบาหวาน

เมื่อแพทย์ทางเลือกสามประสาน

ผนึกพลังกับแพทย์ปัจจุบัน

                   ในยุคสมัยที่ประเทศจีนยังเป็นประเทศเกษตรกรรม   คือมุ่งเน้นผลจากภาคผลิตเกษตรกรรมเป็นหลัก   แต่ละวิชาชีพของแพทย์ทางเลือกสาม   คือ  การนวดฝ่าเท้า   นวดกดจุดลมปราณ   และการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ   ได้ถูกแพทย์แผนจีนโบราณ   หมอชาวบ้าน  นำมาขจัดบำบัดอาการโรคต่าง ๆ  อย่างแพร่หลาย

                   ขณะที่ในยุคปัจจุบัน   ในยุคที่ทั้งประเทศจีนหรือประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมโหฬาร   โดยเฉพาะวิธีดำเนินชีวิตของผู้คนส่วนมากที่สวนทางขัดกับธรรมชาติ   อันเป็นสาเหตุทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ  ด้อยสภาพลงไปเรื่อย ๆ  ซ้ำร้ายอาการโรคเรื้อรังหลาย ๆ  อย่าง  ยังไม่สามารถถูกวงการแพทย์ขจัดแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ     การนวดฝ่าเท้า  การนวดกดจุดลมปราณและการวางถ้วยดูดสุญญากาศถือเป็นแพทย์ทางเลือกสามประสานที่สามารถนำมาใช้อุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี    เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเสริมวงการแพทย์ปัจจุบันขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ  รวมทั้งอาการโรคที่เรื้อรังได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

                   1.   เป็นแพทย์ทางเลือกที่เน้นกระตุ้นผลักดันให้เขตสะท้อนที่กระจาย  2 ข้างฝ่าเท้า  เส้นลมปราณ  และจุดลมปราณต่างๆ รวมทั้งเส้นประสาทและเซลล์ประสาทต่าง ๆ ที่กระจายทั่วทั้งร่างกาย  ตื่นตัว  ปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งผลผลักดันให้เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างมีระเบียบ  มีพลัง สม่ำเสมอ  และผลักดันให้อวัยวะต่าง ๆ  รวมทั้งกลไกระบบต่าง ๆ  ในร่างกายปรับเข้าสู่ปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะกลไกระบบย่อยขับถ่าย   ระบบกลั่นกรองและระบบดุลยภาพบำบัดปฏิบัติหน้าที่งานที่มีประสิทธิภาพ   ร่างกายมนุษย์เราก็จะสามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

               2.   เป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดโรคอย่างทั่วหน้า (องค์รวม) ควบคู่กับการขจัดแก้ไขอาการเฉพาะไปพร้อม ๆ  กัน   เนื่องจากเป็นวิธีการบำบัดที่สามารถขจัดและดูดของเสียสารพิษต่าง ๆ  รวมทั้งลิ่มเลือดออกจากผนังหลอดเลือดและขับออกผ่านผิวหนังโดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อสุขภาพผู้ป่วย   เป็นวิธีดุลยภาพบำบัดที่ปรับเลือดในหลอดเลือด  ให้เป็นเลือดที่ไร้สารพิษ  มีพลังและฟื้นฟูกลับเข้าสู่การไหลเวียนอย่างมีระเบียบ   และส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ  ภายในร่างกาย   สามารถบูรณะซ่อมแซมโครงสร้างส่วนประกอบที่ทรุดโทรม  เสื่อมสภาพด้วยตนเอง   และฟื้นฟูกลับมาปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  

               ทั้งนี้   แพทย์ที่ญี่ปุ่น  เกาหลี  รวมทั้งแพทย์ตะวันตกวิเคราห์วิธีบำบัดดังกล่าวว่าเสมือนเป็นวิธีฟอกเลือดในร่างกาย  และเสมือนเป็นการผ่าตัด  แต่ไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ   ต่อสุขภาพผู้ป่วย

               3.เป็นแพทย์ทางเลือกที่ประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ  ป้องกันโรค  หรือบำบัดโรค (แบบไม่รุนแรง) ด้วยตนเอง


กระทรวงสาธารณสุขและวงการแพทย์ให้ความสนใจสำคัญแลเครคิตต่อแพทย์ทางเลือกสามประสาน

                   6  ปีที่ผ่านมา  ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก  มหาวิทยาลัยมหิดล  ร่วมกับ  สำนักการแพทย์ทางเลือก  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธารณสุข  จัดอบรมหลักสูตรให้กับบุคลากรแพทย์  “กดจุดลมปราณและครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)รุ่นที่ 1 (กลุ่มอาการท้องผูกและปวดเอว)”  ระหวางวันที  16-21 พฤศจิกายน  2552  และรุ่นที่ 2  “การนวดฝ่าเท้ากดจุดลมปราณและครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)  (กลุ่มอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ท้องผูก และกรดไหลย้อน”  ระหว่างวันที  6-16 กันยายน 2553  และได้เชิญผมเป็นวิทยากรบรรยายอบรมแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้ให้กับบุคลากรแพทย์ทั้ง 2 รุ่น

                   เอกสารประกอบการจัดสัมมนาได้ประชาสัมพันธ์ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกสามประสานเอาไว้ว่า....

                   “สืบเนื่อง  จากแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่  10  พ.ศ. 2550-2554  มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของประชาชน   ในการพึ่งตนเองในด้านการดูแลสุขภาพ   โดยมีเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกให้มีมาตรฐาน  ซึ่งเป็นบทบาทภารกิจหลักของกองการแพทย์ทางเลือก  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก”     

                   “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก  ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น   แต่ยังสามารถใช้ในการบำบัดอาการของโรคบางโรคได้   และยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรค   โดยที่การแพทย์ปัจจุบันไม่สามารถบำบัดอาการและความต้องการบางอย่างของผู้ป่วยได้

                  “ การนวดฝ่าเท้าประสานนวดกดจุดลมปราณและครอบกระปุก  ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ  เน้นหลักการรักษาแบบองค์รวม  ปรับภาวะให้ร่างกายเกิดสมดุล  เป็นการผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนซึ่งถือว่าเป็นการแพทย์ที่ปลอดภัย  มีประสิทธิผล  ประหยัด  และยังเป็นการส่งเสริมการดูแลสุขภาพของประชาชน  จึงเห็นสมควรจัดให้มีการฝึกอบรมขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ทางด้านการแพทย์ทางเลือกแก่บุคลากรทางสาธารณสุขให้มากขึ้น”

 

โรค SLE  (Systemic Lupus Erythematosus)

                 โรคแพ้ภูมิตัวเอง  หรือคนไทยเรียกว่า  โรคพุ่งพวง  ที่เคยคร่าชีวิตราชินีลูกทุ่ง  “พุ่งพวง  ดวงจันทร์”  รวมทั้งคร่าชีวิตนักร้องจีนชื่อดังก้องโลก  “เติ่งหลีจิง”   ผู้ที่เป็นโรค SLE  ชีวิตไร้ความสุขสุดแสนทรมาร  ลำตัว  ปวดล้าเจ็บปวด ปวดเมื่อยไปเกือบทั่วทั้งข้อต่อต่างๆ  ในร่างกาย  ตั้งแต่ต้นคอ  บ่า  ไหล่  ซีกโครงกระดูกต่างๆ  ตามแผ่นหลังร่างกาย   ตลอดถึงต้นขา  ขาพับ  ข้อเข่า  ข้อเท้าและข้อศอก  ข้อมือเจ็บปวดอักเสบ   ผนังหลอดเลือดของปอดและหัวใจตีบ  ทรวงอกแน่นเจ็บปวด  หายใจไม่โล่ง  มีอาการภูมิแพ้   ระบบย่อยขับถ่ายไม่ดี  ท้องผูก  ความดันต่ำ  เวียนศีรษะ  กลางคืนหลับนอนไม่ดี  เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดร่างกายตีบไปเกือบทั่ว   อาการที่มีอยู่ก็หากมิได้ถูกบำบัดทุเลาดีขึ้น  นานวันสะสมถึงระดับหนึ่งก็อาจเลวร้ายถึงขั้นเสียชีวิต  

                   หลายปีที่ผ่านมาผมเคยใช้แพทย์ทางเลือกสามประสาน  ทำการบำบัดขจัดแก้ไขอาการโรค SLE  ให้กับผู้ป่วยหลายท่าน   จนทุเลาหายดี  สุขภาพฟื้นฟูแข็งแรง  กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ


ไอติม    เลิศพงศ์โสภณ

เลิกทรมานจากโรค SLE   (โรคแพ้ภูมิตนเอง)

                   ไอติม  เลิศพงศ์โสภณ  อายุ 36 ปี  วันที่  26  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2553  เดินทางมาถึงที่ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่     พร้อมเล่าให้ผมฟังว่า   มีอาการโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง    แพ้ภูมิตนเองมาหลายปี  (ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของ SLE)   ถ้าหากใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานทำการบำบัด    จะสามารถช่วยขจัดอาการที่มีอยู่ให้ทุเลาหายดีได้ไหม    

                นางไอติมเล่าถึงอาการผิดปกติที่มีอยู่ว่า    ปัจจุบันทั่วทั้งร่างกายรู้สึกอ่อนล้า  ไม่มีพลัง  2 แขนบริเวณข้อมือ    ข้อศอกและข้อไหล่รู้สึกเจ็บปวดมาก    อาการรุนแรงถึงขั้นเกือบยก  2  แขนสูงขึ้นไม่ได้   บริเวณช่วงต้นคอตรึงแน่น  ปวดเมื่อย  หันคอไปซ้ายขวาไม่สะดวก   รอบทรวงอกแน่น  หายใจไม่โล่ง  บางเวลาจะรู้สึกหายใจไม่ต่อเนื่อง  ระบบย่อยขับถ่ายไม่ดี  ทุกมื้อถึงแม้จะทานอาหารได้ไม่มาก   แต่มีอาการท้องผูกค่อนข้างรุนแรง  (ร่างกายซุบผอม)  น้ำหนักทยอยลดลงหลายกิโลกรัม   บริเวณเอวปวดเมื่อย   อาการปวดเมื่อยได้ลามถึง  2  เท้าด้านนอกของต้นขาและน่องขา   กลางคืนนอนหลับไม่ดี   ตื่นลุกขึ้นปัสสาวะบ่อยครั้ง   จากกลางคืนที่นอนหลับไม่เพียงพอทำให้กลางวันจิตใจอารมย์ไม่แจ่มใส   หงุดหงิด  บวกกับความดันต่ำที่มีอยู่มาหลายปี   ทำให้บางเวลาจะรู้สึกเวียนศีรษะ  

                นางไอติมเล่าต่อว่าหลายปีที่ผ่านมาได้รับการบำบัดจากแพทย์แผนปัจจุบัน   หลังแพทย์วินิจฉัยว่าอาการโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้   ก็เลยหันไปหาแพทย์จีนทำการฝังเข็มทานยาสมุนไพร    รวมทั้งรับการบำบัดจากแพทย์ทางเลือกหลายสำนัก   แต่อาการผิดปกติในร่างกายที่มีอยู่ก็ยังมิได้ถูกขจัดแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ   ทำให้รู้สึกห่วงกังวล  ต่อสุขภาพร่างกายตนที่ทรุดโทรมอ่อนแอ  ด้อยสภาพลงไปเรื่อยๆ

                 ผมได้เช็คตรวจสุขภาพอย่างทั่วหน้าของนางไอติม   และวินิจฉัยให้ฟังว่า   ปัจจุบันเลือดลมที่ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดสูญเสียความเป็นระเบียบค่อนข้างมาก   นอกจากเขตสะท้อน  (ที่กระจาย  2 ข้างฝ่าเท้า)  และจุดลมปราณต่างๆ  ที่เกี่ยวสัมพันธ์กับปอด  หัวใจ  ต้นคอ  ตับ   ถุงน้ำดี  ไต  กระเพาะอาหาร  ลำไส้ใหญ่  ลำไส้เล็ก  ข้อต่อไหล่  ข้อต่อเอว  นวดกดถูกรู้สึกเจ็บปวด    (เจ็บก็คือ เลือดไหลเวียนติดขัดไม่โล่ง)    และยังได้สะท้อนถึงอวัยวะต่างๆ  ในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์   เลือดลมไหลเวียนติดขัด   ปฏิบัติหน้าที่งานบกพร่อง    โดยเฉพาะที่บริเวณแผ่นหลังร่างกาย  เขตลมปราณต้าจุย  เขตลมปราณปอด  เขตลมปราณหัวใจ  เขตลมปราณกระบังลม  เขตลมปราณตับถุงน้ำดี  เขตลมปราณไต  และที่ต้นคอ   จุดลมปราณจิ้นไป่เลา   2  ข้างข้อต่อหัวไหล่และ 2 ข้อมือ  หลังวางถ้วยดูดแล้ว   สีผิวสะท้อนออกสีดำคล้ำ  นวดกดถูกรู้สึกเจ็บปวด   สะท้อนถึงอวัยวะต่างๆ  ที่เกี่ยวสัมพันธ์กับเขตลมปราณ   จุดลมปราณต่างๆเหล่านี้   ผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงมีลิ่มเลือดเกาะติด 

                 จากการวินิจฉัย   อวัยวะหลายส่วนในร่างกายทำงานบกพร่อง   ของเสียสารพิษ  ลิ่มเลือดเกาะติดตามอวัยวะตามบริเวณต่างๆ  ในร่างกาย    เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดสูญเสียความเป็นระเบียบ   ร่างกายสูญเสียความสมดุลยค่อนข้างรุนแรง   จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดต่างๆ   และไม่สบายตามมา  

                 ผมบอกนางไอติมว่า  ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสาน   สามารถช่วยขจัดแก้ไขอาการผิดปกติต่างๆ  ที่มีอยู่ทำให้ทยอยทุเลา  และช่วยปรับสุขภาพให้ทยอยฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้น  การบำบัดต้องใช้เวลาขั้นต่ำ  1  เดือน  นางไอติมต้องเข้ามาที่ศูนย์ฯ  รับการบำบัดต่อเนื่องทุกวัน  ( เว้นวันอาทิตย์)  อาการผิดปกติต่างๆ  ที่มีอยู่ถึงจะสามารถถูกขจัดแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                  ผมได้ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานช่วยทำการบำบัดให้กับคุณไอติม  โดยการนวดฝ่าเท้าประสานกับการนวดกดจุดลมปราณและประสานกับการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ   ทำการบำบัดทั่วหน้าประสานกับการขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะไปพร้อมๆ  กัน  โดยเฉพาะได้ใช้เข็มเฉพาะเคาะตีและใช้ถ้วยดูดทยอยดูดลิ่มเลือดออกจากตามจุดลมปราณ  เขตลมปราณ  และตามข้อต่อต่างๆ  ที่มีลิ่มเลือดเกาะติด   (ในช่วงแรกๆ  คุณไอติมยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อวิธีการบำบัดด้วยแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้  โดยเฉพาะอ่อนไหวและเกิดความกลัวต่อการใช้เข็มเคาะตีและดูดลิ่มเลือดออกจากบริเวณต่างๆ    แต่หลังจากได้รับการบำบัดต่อเนื่องหลายวัน    อาการเจ็บปวดตามข้อต่อต่างๆ  ทุเลาดีขึ้นระดับหนึ่ง  รอบทรวงอกเริ่มคลายจุกแน่น   การนอนหลับ   การขับถ่ายถูกปรับปรุงดีขึ้น  ทั่วร่างกายรู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้น    ทำให้คุณไอติมมีความมั่นใจต่อการบำบัดของแพทย์ทางเลือกนี้   และเดินทางเข้ามารับการบำบัดต่อเนื่องทุกวัน

                  จากการใช้แพทย์ทางเลือกทำการบำบัดต่อเนื่อง  โดยเฉพาะได้ทยอยดูดลิ่มเลือดออกจากบริเวณต่างๆ  สุขภาพของคุณไอติมก็ทยอยถูกปรับฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้น  อาการอักเสบเจ็บปวดตามหัวไหล่  ข้อมือ  ต้นคอ  ทยอยทุเลาผ่อนคลาย  ทรวงอกคลายจุกแน่น  หายใจได้ต่อเนื่อง  ไม่ติดขัด   ระบบย่อยขับถ่ายดีขึ้น  อาการท้องผูกลดน้อยลง  ทานอาหารเพิ่มมากขึ้น  กลางคืนนอนหลับดีขึ้น   นอนหลับได้ยาวได้ลึก  ทั่วร่างกายมีพลังเพิ่มมากขึ้น  ทันทีที่สุขภาพของคุณไอติมปรับปรุงแข็งแรงดีขึ้น   ผมได้ชี้แนะให้คุณไอติมปฏิบัติออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันโดยการเดินหรือแกว่งแขนด้วยเท้าเปล่า  

                   วันที่  30  ธันวาคม  พ.ศ.  2544  นางไฮติมบอกผมจะขอพักการบำบัดสักระยะเวลาหนึ่ง   (ประมาณ  2  เดือน)  เพื่อไปปฏิบัติการออกกำลังกายทุกวัน  (เสมือนปฏิบัติเป็นกายภาพบำบัด)   และพิสูจน์ผลจากที่ได้มารับการบำบัดต่อเนื่อง  1 เดือนกว่าแล้ว  สุขภาพร่างกายทุเลาดีขึ้นระดับไหน   ถ้าหากยังมีอวัยวะใดบริเวณใดที่ยังมีปัญหาเลือดลมไหลเวียนติดขัด    หลังจากนั้นจะเข้ามาให้ผมทำการบำบัดต่อเนื่องอีก

                   วันที่  16  มีนาคม  พ.ศ.  2554   นางไอติมมาพบผมอีกครั้งและเล่าว่าจากที่ได้พักหยุดไปออกกำลังกายต่อเนื่องทุกวัน  2  เดือนกว่า  รู้สึกสุขภาพฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้น   ช่วงออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่รู้สึกเพลียและเหนื่อย    แต่กลับรู้สึกสดชื่น  และทั่วทั้งร่างกายมีพลังเพิ่มมากขึ้น   ทุกคืนนอนหลับได้ดี   ระบบย่อยขับถ่ายดีขึ้น  เกือบจะไม่มีอาการท้องผูก  น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายกิโลกรัม   รอบทรวงอกถึงแม้จะผ่อนคลายหายใจโล่งขึ้นมาก  แต่บางครั้งบางคราวยังรู้สึกแน่นตรึง   อาการอักเสบ  เจ็บปวดของข้อไหล่  ข้อมือและต้นคอทุเลาดีขึ้น   แต่ข้อต่อต่างๆ  เหล่านี้บางเวลายังสะท้อนมีอาการเจ็บปวด   

                   ผมได้ทำการบำบัดต่อเนื่องให้กับคุณไอติมโดยเฉพาะตามข้อต่อต่างๆ  และตามจุดลมปราณเขตลมปราณที่ยังสะท้อนออกและยังมีลิ่มเลือดเกาะติด   ก็ได้ทำการเคาะดูดลิ่มเลือดออกจากบริเวณต่างๆ  ดังกล่าว    จนอาการเจ็บปวดที่มีอยู่ทุเลาหายดี   สุขภาพฟื้นฟูแข็งแรงถึงระดับ  80-90 %    ทำให้นางไอติมรู้สึกพอใจและประทับใจต่อแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้มาก  

                   ก่อนจบคอร์สของการบำบัด    ผมได้สอนชี้แนะให้คุณไอติมเรียนรู้ถึงวิธีวางถ้วยดูดเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ   รวมทั้งขจัดแก้ไขอาการเจ็บปวดเล็กๆ  น้อยๆ  ที่ยังมีอยู่ด้วยตนเอง    เพื่อนำไปปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน  


นางวรางคณา  พร้อมจันทึก   อายุ  49 ปี 

อาการโรค   SLE    จนเกิดอาการใบหน้าคล้ำดำ  ตาเสื่อม


ประวัติเจ็บป่วยในอดีต

-   ตั้งแต่วัยสาวสุขภาพภูมิคุ้มกันก็ไม่แข็งแรง

-    22  ปีก่อนเคยประสบอุบัติเหตุ  ขี่มอเตอร์ไซร์ล้มเจ็บปวดสาหัส

-    20  ปีก่อน  2 ข้อเข่าก็เริ่มเสื่อมเจ็บปวดอักเสบ  เคยผ่านการผ่าตัดข้อเข่าด้านซ้าย

-     12  ปีก่อน  ผ่านการผ่าตัดคลอดลูก  หลังคลอดลูกแล้ว  สุขภาพก็ยิ่งทรุดโทรมอ่อนแอ  ปวดเอว  ลำตัวปวดเมื่อย  โดยเฉพาะตามข้อต่อต่างๆ (ข้อเข่า  ข้อไหล่

      บ่า  ต้นคอ  ข้อมือ  ฯลฯ)

-     2  ปีก่อน  ใบหน้าจากที่เคยสวย  สดใส  ทยอยเปลี่ยนสีเป็นคล้ำดำ  แพทย์วินิจฉัยว่าสาเหตุจากอาการโรค SLE

 

อาการเจ็บป่วยไม่สบายนี้  สะท้อนออกปัจจุบัน

-   ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย

-   ข้อมือ  ข้อนิ้ว  ไหล่  บ่า  สะบัก  ต้นคอ  ข้อเข่าเจ็บปวดอักเสบ  รวมทั้งปวดเอว  ตามข้อเอวหลายข้อ

-   มือเท้าเย็น  ใบหน้าดำคล้ำ  นอนหลับไม่ดี  ย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ท้องผูก  เวลายกของหนักจะมีเลือดดำไหลออก   โลหิตจาง

                    จากอาการผิดปกติต่างๆ ในร่างกายที่มีอยู่  นอกจากทำให้ร่างกายตนนับวันจะปวดเมื่อยอ่อนล้า  ทำให้กังวลอย่างมากเพราะทุกวันตนยังต้องเดินทางไปบริษัทออฟฟิศทำงาน  ยังต้องเลี้ยงดูลูกชายที่กำลังเรียนหนังสืออยู่  โดยเฉพาะจากใบหน้าที่ทยอยเปลี่ยนสีเป็นดำคล้ำ  ทำให้เพื่อนฝูงบางคนและคนในสังคมไม่อยากเข้าใกล้  ไม่อยากมองหน้าตน  ทำให้ตนเกิดปมด้อยไม่ค่อยอยากเข้าสังคมพบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย

                    วันที่  23  สิงหาคม  2558  คุณวรางคณา  เดินทางมาที่ศูนย์สุขภาพเซิ่งกู่  ให้ อาจารย์สุทัศน์  กุลสันติพงศ์  ช่วยทำการบำบัด  อ.สุทัศน์  เช็คตรวจวินิจฉัยอาการโรคที่มีอยู่ 

                   สาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นอาการโรค SLE  มีส่วนเกี่ยวข้องกับช่วยวัยสาวสุขภาพภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง  โดยเฉพาะระบบย่อยขับถ่ายที่ไม่ปกติ  มีอาการท้องผูก  สะท้อนถึงอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์กับระบบย่อยขับถ่าย  เช่น  กระเพาะอาหาร  ลำไส้ต่างๆ  ตับ  ถุงน้ำดี  ไต  ประสิทธิภาพงานตกต่ำ  บวกกับ  20 กว่าปีที่ผ่านมา  ประสบอุบัติเหตุขี่รถหกล้มบาดเจ็บและร่างกายผ่านการผ่าตัด  2  ครั้ง  ร่างกายก็ยิ่งเสียสูญ  ทำให้อวัยวะต่างๆ  หลายอย่างเช่น ไต  ถุงน้ำดี  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  ปอด  หัวใจ  ประสิทธิภาพงานยิ่งตกต่ำ  ทำให้มีของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดมาเกาะติดอยู่ตามผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  เหล่านี้  รวมทั้งตามข้อเข่า  ข้อไหล่  สะบัก  ต้นคอ  ข้อศอก  ข้อมือ  ตามนิ้วมือและข้อเอว  นานวันเป็นปีผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  รวมทั้งข้อต่อต่างๆ  ก็นับวันยิ่งแคบลง  ทำให้เลือดลมไหลเวียนหล่อเลี้ยงยิ่งตีบมากขึ้น  จึงเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบทั่วร่างกายตามมา   ส่วนอาการหน้าคล้ำดำ  มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบกพร่องของปอด  และหัวใจ   หัวใจทำงานบกพร่องไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงใบหน้าอย่างเสมอ  ปอดบกพร่องไม่สามารถขับของเสียสารพิษออกจากรูขุมขนของผิวหนังบนใบหน้า  รวมทั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวยาคลอโรฟิลล์ที่รับประทาน   ก่อผลข้างเคียงทำให้ผิวหนังใบหน้าคล้ำดำ  

                   อ.สุทัศน์  บอกคุณวรางคณาว่า  อาการโรค SLE  ของคุณวรางคณาที่มีอยู่  น่าจะสามารถช่วยขจัดแก้ไขและทยอยทุเลาหายดี  (เพราะ อ.สุทัศน์มีประสบการณ์ช่วยบำบัดอาการโรค SLE ของผู้ป่วยหลายคนจนทุเลาหายดีมาหลายคน)   แต่เน้นว่าคุณวรางคณาต้องตั้งใจมารักษาโดยแพทย์ทางเลือกนี้แล้ว  นอกจากมีความเชื่อแล้วยังต้องมีความอดทน  ต้องเดินทางมาต่อเนื่องทุกวัน  ใช้เวลาประมาณอย่างน้อย  1  เดือนอาการเจ็บปวดไม่สบายต่างๆ ที่มีอยู่ก็จะทยอยทุเลาหายดี  อ.สุทัศน์ชี้แนะให้คุณวรางคณางดทานยาใดๆ  ช่วงรับการบำบัดโดยแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้   รวมทั้งยาสเตียรอยด์และยาคลอโรฟิลล์  (เนื่องจากร่างกายของคุณวรางคณาอวัยวะหลายอย่าง  เช่น  ปอด  หัวใจ  ไต  ตับ  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  ประสิทธิภาพค่อนข่างบกพร่อง  ไม่มีพลังขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ    ฉะนั้นสารยาใดๆ  รับประทานแล้ว   ร่างกายไม่ตอบรับตอบสนอง  ไม่สามารถดูดซึมใช้เป็นประโยชน์  ก็จะกลายเป็นสารพิษ  ตกค้างสะสมเพิ่มในร่างกาย)  และใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานโดยการนวดฝ่าเท้าแบบจีน  ประสานกับการนวดกดจุดลมปราณ  และวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ  ทำการบำบัดอาการโรคโดยทั่วหน้า  ควบคู่กับการเน้นขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะที่เจ็บปวดรุนแรงไปพร้อมกัน   ในช่วงแรกๆ  ได้เน้นขจัดแก้ไขอาการระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  อาการท้องผูก  และชี้แนะให้คุณวรางคณาประสานรับประทานผลไม้ผักพืชมันเทศนึ่งหรือมันเทศต้มกับขิง  (มันเทศต้มขิงอาทิตย์หนึ่งทานประมาณ  1- 2 วัน)  หรือแก้วมังกรสีม่วงเป็นหลักควบคู่  ซึ่งผักพืชผลไม้  2 อย่างนี้มีผลต่อช่วยย่อยขับถ่ายที่มีประสิทธิภาพสูง  เพียงไม่กี่วันหลังรับการบำบัดอาการย่อยขับถ่าย  ก็ถูกปรับปรุงแก้ไขดีขึ้น  สามารถขับถ่ายปกติได้ทุกวัน  สะท้อนถึงร่างกายเริ่มมีพลังขับถ่ายของเสียสารพิษออกจากร่างกาย  ทำให้คุณวรางคณาทุกคืนสามารถหลับนอนดีขึ้น   หลับได้ลึกหลับได้ยาว  กลางวันไม่เพลียมากจากนั้น  อ.สุทัศน์ยังได้เข็มเฉพาะเคาะตี  บริเวณผิวหนังตามจุดลมปราณซึ่งเกี่ยวสัมพันธ์กับจุดต๋าจุย  (ศูนย์รวมประสาท)  ปอด  หัวใจ  กระบังลม  ตับ  ถุงน้ำดี  ม้าม  กระเพาะอาหาร  ไต  ลำไส้  รวมทั้งข้อต่อไหล่  สะบัก  ต้นคอ  ข้อต่อเอวและข้อเข่า  2  ข้าง  ซึ่งสะท้อนออกมีข้อเสียสารพิษและลิ่มเลือดเกาะติดสะสม   และนำถ้วยดูดมาทำการดูดสักครั้ง  ทยอยดูดของเสียสารพิษต่างๆ  และลิ่มเลือดออกจากบริเวณต่างๆ  ดังกล่าว  ของเสียสารพิษต่างๆ  ทยอยถูกขจัดดึงดูดออกมา  ผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ  และตามข้อต่อต่างๆ  ก็ขยายกว้างขึ้นเลือดกลับมาไหลเวียนมีประสิทธิภาพ

                  ข่าวดีกับสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นอีกครั้งกับแพทย์ทางเลือกสามประสานที่ได้ทำการปรับปรุงแก้ไข   พัฒนาวิธีบำบัดอาการโรคต่าง ๆ ทำให้อาการโรคต่าง ๆ ของผู้ป่วยสามารถถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีขึ้นยิ่งมีประสิทธิภาพประสิทธิผล

                  หลาย ๆ ปีที่ผ่านมา  ผมได้นำแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้มาทำการบำบัดอาการโรคต่าง ๆ ของระบบหลอดเลือด  ให้กับผู้ป่วยต่าง ๆ ทำให้อาการโรคต่าง ๆ ของผู้ป่วยหลาย ๆท่านทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยในขบวนงานขั้นของการบำบัดดังกล่าว  สำหรับผู้ป่วยบางท่านร่างกายมีของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดเกาะติดสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะหรือตามข้อต่อต่าง ๆ    สะท้อนออกอาการเจ็บปวดอักเสบ  หรือสีผิวดำคล้ำดำม่วงตามจุดลมปราณบนผิวหนังที่เกี่ยวสัมพันธ์จำเป็นต้องนำเข็มเฉพาะ (เข็มใช้กับบุคคล)  มาเคาะตีจุดลมปราณบริเวณผิวหนังของผู้ป่วย    ซึ่งเชื่อมโยงกับอวัยวะภายในร่างกาย  หรือจุดลมปราณตามบริเวณข้อต่อต่างๆ ดังกล่าว   แล้วนำถ้วยมาครอบดูดทยอยดึงดูดสารพิษ  ลิ่มเลือดออกจากบริเวณผิวหนังดังกล่าว   เพื่อขยายผนังหลอดเลือดกว้างขึ้นให้เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงอย่างมีประสิทธิภาพ  อาการเจ็บป่วยอักเสบของอวัยวะหรือข้อต่อต่าง ๆ ก็จะทยอยทุเลาดีขึ้น   จากประสบการณ์และสถิติของผู้ป่วยต่างๆ  ที่รับการบำบัดด้วยวิธีดังกล่าวนี้ผู้ป่วยที่เข้าใจและยอมรับได้กับวิธีบำบัดดังกล่าว  และได้ยืนหยัดรับการบำบัดต่อเนื่อง   (ซึ่งบางคนรับการรักษาเป็นคอร์สหรือหลายคอร์ส  คอร์สละ 10 ครั้ง)  อาการเจ็บป่วยไม่สบายที่มีอยู่ก็สามารถถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ   แต่ก็มีผู้ป่วยอีกหลาย ๆ ท่านไม่สันทัดต่อวิธีบำบัดโดยแพทย์ทางเลือกนี้  โดยเฉพาะไม่สามารถทนทานต่อการเจ็บปวดบนผิวหนังที่เกิดขึ้นจากการถูกเข็มเคาะตี     และไม่อดทนที่ต้องเข้าคอร์สรับการบำบัดเป็นเวลาต่อเนื่อง    จึงยุติรับการบำบัด    ทำให้อาการโรคที่มีอยู่มิได้ถูกขจัดแก้ไขทุเลาดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ  ระยะเวลาเป็นปีที่ผ่านมาผมได้ทบทวนไตร่ตรองและพิจารณากับปัญาหาและวิธีบำบัดโดยแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้ที่ยังไม่สามารถสอดคล้องความจริงที่เดียวกับสภาพการณ์สุขภาพของผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน  ตามความจริงวิชาความรู้วิชาชีพของการวางครอบถ้วยดูด  รวมทั้งวิธีการบำบัดใช้เข็มเฉพาะมาเคาะตีจุดลมปราณบนผิวหนังแล้วทยอยดึงดูดของเสียสารพิษลิ่มเลือดออกจากผนังหลอดเลือดตามอวัยวะต่าง ๆ ตามข้อต่อต่าง ๆ   ผมได้ยึดหลักและปฏิบัติตามบรมอาจารย์ ผม ดร.วูซุนฮี   (ผู้ซึ่งมีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านครอบถ้วยดูดในประเทศจีน)    ที่สอนถ่ายทอดชี้แนะให้ผม    และตามประวัติของแพทย์ทางเลือกโดยการนำถ้วยดูดสุญญากาศมาดูดของเสียสารพิษ   รวมทั้งขจัดลิ่มเลือดออกจากร่างกายในประเทศจีน   มีมาหลายพันปีกระทั่งจนถึงปัจจุบันในโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งในประเทศจีน  หรือกระทั้งโรงพยาบาลบางแห่งในประเทศไทย   ก็ยังมีแพทย์จีนนำวิธีใช้เข็มเคาะตีผิวหนังแล้วนำถ้วยมาครอบดูดสารพิษต่างๆ  ลิ่มเลือดออกจากร่างกายยังปฏิบัติเหมือนเดิมอยู่   แล้วสาเหตุอะไรทำไมจึงมีผู้ป่วยหลาย ๆ ท่านในประเทศไทยเรารับไม่ได้กับวิธีบำบัดดังกล่าว  โดยเฉพาะไม่สามารถทนทานต่อความเจ็บปวดกับการใช้เข็มมาเคาะตีบนผิวหนัง     จากการเจาะลึกศึกษาคันคว้าต่อเนื่อง  รวมทั้ง 3 เดือนก่อนผมได้เดินทางไปเมืองจูไห้ประเทศจีนเยื่ยมบ้านอาจารย์จงเชิงเวย  (ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญการนวดฝ่าเท้าแบบจีนและถ่ายทอดความรู้วิชาจีนนี้ให้ผู้ช่วย  15 ปีก่อน)   ได้ความรู้และวิธีบำบัดขจัดสารพิษลิ่มเลือดออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยจากอาจารย์   อ.บอกว่าสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มมาเคาะตีผิวหนังของผู้ป่วย   ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวทรมาน  เพียงหลังจากวางครอบถ้วยดูดแล้ว   ใช้เข็มเฉพาะอีกแบบหนึ่งมาเจาะแทงเบาๆ  (ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดใดๆ)  บริเวณจุดลมปราณผิวหนังที่มีปัญหาบกพร่อง   ก็สามารถดึงดูดสารพิษและลิ่มเลือด (เลือดเสีย)  ปริมาณได้มากกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่า   สามารถทำให้อาการเจ็บปวดอักเสบตามอวัยวะตามข้อต่อต่างๆ  ทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ

                ปัจจุบันทางศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  ได้ปรับปรุงแก้ไขพัฒนาวิธีเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดอาการโรคต่าง ๆ ของแพทย์ทางเลือกสามประสาน  โดยหลักการแล้วเรายังยืนหยัดและเน้นบำบัดอาการโรคทั่วหน้า  (แบบองค์รวม)  ควบคู่กับการขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะไปพร้อมกัน  โดยยังยืนหยัดการนวดฝ่าเท้าแบบจีนประสานกับการนวดกดจุดลมปราณ  และประสานกับการวางครอบถ้วยดูดไปพร้อมกัน   สำหรับอาการโรคบางอาการ  ผู้ป่วยบางท่านที่ร่างกายสะท้อนออกมีของเสียสารพิษหรือกระทั้งลิ่มเลือดเกาะติดสะสมอยู่     ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มเฉพาะมาเคาะตีจุดลมปราณบนผิวหนังของผู้ป่วย    ใช้เข็มเฉพาะอีกอย่างมาเจาะแทงเบาๆ  ตามจุดลมปราณชั้นผิวหนัง  (โดยไม่ก่อเกิดอาการเจ็บปวดใดๆ )  จากนั้นนำถ้วยดูดมาครอบดูดบริเวณดังกล่าว  ขจัดดึงดูดสารพิษต่างๆ  ลิ่มเลือดออกมา  ซึ่งปริมาณจะมากกว่าและได้ผลกว่าใช้เข็มเคาะตี    หลังจากนั้นยังใช้สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมาปะคบและพอกปะบำบัดตามจุดลมปราณดังกล่าว  ต่อเนื่อง  10 – 12 ชั่วโมง  ยาสมุนไพรตัวนี้จะทำหน้าที่ดึงดูดสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดบางส่วนที่หลงเหลือออกจากบริเวณดังกล่าว   ทำให้อาการเจ็บปวดอักเสบตามจุดลมปราณบนผิวหนัง  รวมทั้งอวัยวะระบบร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์   จะมีความรู้สึกทุเลาโล่งดีขึ้นอย่างเด่นชัด  อาการเจ็บปวดอักเสบผ่อนคลายลงไปอย่างมาก   วิธีบำบัดดังกล่าวนี้นอกจากไม่ก่อเกิดอาการเจ็บปวดต่อผิวหนัง   ก่อเกิดผลข้างเคียงใดๆ  ต่อผิวหนังต่อสุขภาพผุ้ป่วย  ยังจะทำให้การบำบัดย่อเวลามากขึ้น   ทำให้การบำบัดมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากขึ้น     วิธีบำบัดดังกล่าวนี้  จะใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลกับอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ  ( เช่น  ข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้นคอ  ข้อศอก  ข้อมือ  ข้อเอวเจ็บปวดอักเสบ)  อาการโรคหัวใจหลอดเลือดด้วย  (อาการโรคหัวใจที่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นหลอดเลือดตันหรือหัวใจล้มเหลว)   ความดันโลหิตสูง   ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   นอนหลับไม่ดี  ฯลฯ

ทำไมสังคมปัจจุบัน ถึงมีผู้คนมากมายเกิดมีอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ เช่น ข้อเข่าเจ็บปวดอักเสบ  ข้อต่อที่ต้นคอ  หัวไหล่เจ็บปวดอักเสบ  ปวดเอว  เป็นต้นและสาเหตุอะไรที่ทำข้อต่อต่าง ๆ เหล่านี้จากเริ่มต้นมีอาการเจ็บปวด  จนกลายเป็นอาการสะสมเรื้อรัง  และจะทำการบำบัดแก้ไขอย่างไรถึงจะสามารถทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ

                   ปัจจุบันปัญหาข้อต่อเจ็บปวดอักเสบเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันมาก  โดยเฉพาะข้อเข่าอักเสบ  ปวดเอว  ข้อไหล่  ต้นคอเจ็บปวดอักเสบ  ซึ่งสมัยนี้ไม่เพียงแต่เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น  หากแต่คนหนุ่มสาวก็มีอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น

                ก่อนอื่นที่เราจะมาศึกษาว่า  แพทย์ทางเลือกสามประสานสามารถขจัดแก้ไขอาการโรคข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล   เราจะต้องศึกษาโครงสร้างส่วนประกอบของข้อต่อว่ามีส่วนเกี่ยวสัมพันธ์กับการไหลเวียนของเลือดที่หล่อเลี้ยงอย่างไรไปพร้อมๆ กันด้วย

โครงสร้างส่วนประกอบของข้อต่อ ประกอบด้วย

-     กระดูก

-     กล้ามเนื้อ

-     เส้นเอ็น

-     เส้นเอ็นเหนียว

-     หมอนรองกระดูก

-     เยื่อหุ้มข้อ

-     ปลอกหุ้มข้อ

                  ส่วนประกอบต่าง ๆ ของข้อต่อเหล่านี้ต้องอาศัยของเหลวมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ (ของเหลวประกอบด้วยเส้นเลือด  เส้นประสาท  และหลอดน้ำเหลือง)  จึงจะสามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ  และร่วมปฏิบัติงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ทำให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน  ทนทานและเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่หากบริเวณของข้อต่อมีของเสียสารพิษ (เช่น แก๊สเสีย  ความชื้น  น้ำเหลืองเสีย  เลือดเสีย)  ทยอยตกค้างเกาะติดสะสม    จนเกาะติดเป็นก้อนเลือดคั่งกระทั่งทำให้ของเหลวไม่สามารถไหลผ่าน  เข้ามาในโพรงเยื่อหุ้มปลอกหุ้มข้ออย่างราบรื่น  ส่วนประกอบต่าง ๆ เมื่อมิได้รับของเหลวมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ  ประสิทธิภาพการทำงานจะทยอยถูกบั่นทอน  ซึ่งอาจทำให้ส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลาย ๆ ส่วนเกิดการเสื่อมสภาพ  หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง

                    เช่น  หมอนกระดูกที่เสื่อมสภาพจะหดตัวลงจนเคลื่อนตัวไปกดทับถูกเส้นประสาท  และส่งผลกระทบกระเทือนต่อการไหลเวียนของเหลวในปลอดเยื่อหุ้มข้อ   การไหลเวียนจะยิ่งสูญเสียความเป็นระเบียบ  ผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงข้อต่ออยู่นับวันจะแคบลง   หรือกระทั่งอุดตัน  อาการเจ็บปวดของข้อต่อก็จะเกิดตามมา   และถ้ามิได้รับการบำบัดหรือขจัดแก้ไขถูกหลักวิธี  นานวันก็จะผันแปรเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง   จากภาพของข้อต่อหัวเข่าและข้อต่อหัวไหล่เราจะเห็นโครงสร้างส่วนประกอบของข้อต่อ  2 ส่วนนี้  ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนและก็เป็นอวัยวะบริเวณที่ของเสียสารพิษเกาะติดสะสมได้ง่าย   สะสมได้มากและลึก   (หรือแพทย์ปัจจุบันเรียกผนึก)  และทำให้ผนังหลอดเลือดแคบลงเรื่อยๆ 


อาการเจ็บปวดหรืออักเสบของข้อต่อต่าง ๆ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ  ดังนี้

1.  เกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ทำให้ข้อต่อส่วนใดส่วนหนึ่งบาดเจ็บ  หรือบาดเจ็บสาหัส  และมิได้ถูกขจัดแกไขทุเลาหายดี   นานวันจะสะสมกลายเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง

2.  สาเหตุจากผู้ที่ออกกำลังกายไม่ถูกหลักวิธี   ก่อนออกกำลังกายมิได้อบอุ่นร่างกาย  โดยเฉพาะผู้ที่นิยมเล่นกีฬาประเภทหนักหน่วง  มิได้อบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ  ลีลาท่าทางของการออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอไม่ต่อเนื่อง  หรือบางครั้งออกกำลังกายเกินกำลังของตน  ทำให้ข้อต่อใดข้อต่อหนึ่งเกิดการสะดุดและเจ็บปวดอักเสบตามมา 

3.   สังคมปัจจุบันมีผู้คนไม่น้อยอยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการปวดข้อต่าง ๆ ตามมา  (โดยไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพราะอุบัติเหตุ  หรือบาดเจ็บอักเสบจากออกกำลังกายที่ไม่ถูกหลักวิธี)   เช่น  ปวดข้อตามเอว   ข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้นคอ  ข้อศอก  ข้อมือ  ฯลฯ  บุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของการดำเนินชีวิตที่ไร้ประสิทธิภาพ   และขาดการดูแลการบริโภคอาหารที่ถูกหลักอนามัย   เช่น  ปกติไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย  มิได้ออกกำลังกายเป็นประจำ  (หรือออกกำลังกายไม่ถูกหลักวิธีการ)   ทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนไร้ระเบียบ   อวัยวะต่างๆ  กลไกระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  ประสิทธิภาพงานตกต่ำบกพร่อง  ร่างกายไม่สามารถขับของเสียสารพิษออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   ทำให้มีของเสียสารพิษต่างๆ  ทยอยตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย  ถ้าหากบวกกับการไม่ระมัดระวังการบริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย   หรือกระทั่งทำให้ระบบย่อยขับถ่ายผิดปกติ  หรือกระทั่งท้องผูก  ของเสียสารพิษต่างๆ  บางส่วนจะตกค้างสะสมออยู่บริเวณรอบท้อง  ทำให้เกิดอาการไม่ปกติไม่สบายต่าง ๆ ตามมา  ของเสียสารพิษบางส่วนยังจะซึมเข้าไปในเส้นเลือด   ไหลเวียนไปเกาะติดอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ เกาะติดสะสมนานวัน  เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงไร้ระเบียบ  นานวันผนังหลอดเลือดแคบลงเรื่อย ๆ จนก่อเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบตามข้อต่อต่าง ๆ ตามมา

4.   เกิดจากอาการโรคแทรกซ้อน  โดยเฉพาะจากบุคคลปกติในร่างกายมีอาการโรคประจำตัว  อาการโรคเรื้อรังสะสมอยู่   เช่น โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ฯลฯ  ต้องรับประทานสารยาเคมีเพื่อควบคุมอาการ  และจากผลข้างเคียงของยาที่กระทบกระเทือนบั่นทอนประสิทธิภาพงานของอวัยวะหลักในร่างกาย  เช่น  ไต  ตับ  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  โดยเฉพาะไต  (ไต  ตับ  จะทำหน้าที่กลั่นกรอง  ยังสร้างเลือด  สร้างไขกระดูกมาเสริมสร้างกระดูกข้อต่อต่างๆ  ในร่างกาย)   จะทำให้ร่างกายสูญเสียความสมดุล  ยิ่งขาดพลังในการขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกาย  ของเสียสารพิษต่างๆ  เกาะติดสะสมอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ นานวันก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอักเสบตามมา

จะทำอย่างไรถึงจะสามารถขจัดแก้ไขอาการข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบให้ทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ

                   ผมใคร่ขอแนะนำวิธีการทำการบำบัดแก้ไข 

                   วิธีแรก   สำหรับผู้ที่มีข้อต่อเจ็บปวดอักเสบเกิดจากสาเหตุอุบัติเหตุต่างๆ  หรือจากการออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการแล้วเกิดสะดุดบาดเจ็บ   ทันทีทันใดที่เกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ  หรือหลังเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบไม่กี่วัน   แนะนำให้ใช้ถ้วยดูดสุญญากาศมาครอบวางบริเวณตามจุดตามบริเวณผิวหนังที่สะท้อนออกอาการเจ็บปวดอักเสบด้วยตนเอง  วางทิ้งถ้วยดูดไว้ประมาณ  10 – 15 นาที  แล้วดึงถ้วยดูดออกจะพบผนังของถ้วยดูดมีไอน้ำ  หรือหยดน้ำเกาะติด   สะท้อนถึงก๊าซเสียและความชื้น (น้ำส่วนเกิน)   บริเวณผิวหนังที่วางครอบถ้วยดูดมีสีผิวเกิดขึ้น  (สีผิวสะท้อนอาการของจุดบริเวณผิวหนัง  รวมทั้งอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์   ช่วยพลิกกลับไปอ่านบททฤษฎีของการวางครอบถ้วยดุด   เกี่ยวกับสีผิวสะท้อนอาการ  สะท้อนถึงของเสียสารพิษต่างๆ ได้ถูกดึงดูดออกจากผนังหลอดเลือด  แล้วมาเกาะติดอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณที่วางครอบถ้วยดูด)   ของเสียสารพิษต่างๆ ที่ดึงดูดออกจากผนังหลอดเลือด  ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  เลือดกลับไหลเวียนเข้าสู่ปกติ  อาการเจ็บปวดอักเสบที่มีอยู่   ก็จะทยอยทุเลาดีขึ้น  (ถ้าเป็นอาการเจ็บปวดอักเสบรุนแรง   จำเป็นต้องทำการวางครอบถ้วยดูดต่อเนื่องหลายครั้ง)

                 วิธีการที่ 2   สำหรับบุคคลที่มีสุขภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรง  ร่างกายไม่มีอาการโรคเรื้อรังอื่นแทรกซ้อนเพียงแต่ร่างกายมีข้อต่อข้อใดข้อหนึ่งเจ็บปวดอักเสบ  สะสมระยะเวลาถึงระดับหนึ่ง  จนสะท้อนออกตามผนังหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยง  ข้อต่อดังกล่าวมีของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิลิ่มเลือดเกาะติดสะสมจนทำให้ผนังหลอดเลือดแคบลงและเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ   ขั้นแรกผมแนะนำให้ทดลองใช้ถ้วยดูดวางครอบดูดตามจุดตามบริเวณที่เจ็บปวดอักเสบด้วยตนเอง  ถ้าหากวางถ้วยดูดต่อๆ กันหลายครั้งหลายวันแล้ว   อาการเจ็บปวดอักเสบยังไม่ทุเลาหายดี  ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางครอบถ้วยดูด   หรือเดินทางมาที่ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเซิ่งกู่ผม  ให้แพทย์ช่วยทำการวางครอบถ้วยดูดติดต่อ  1 – 2 วัน  จากนั้นให้ใช้เข็มเฉพาะเจาะทางเบาๆ  (โดยไม่เกิดอาการเจ็บปวดของผิวหนัง)   ตามจุดตามบริเวณผิวหนังของข้อต่อ  แล้วนำถ้วยมาครอบดูด   ดึงดูดของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดออกจากบริเวณดังกล่าว   (สำหรับผู้ที่มีอาการสะสมนานวันและมีของเสียสารพิษลิ่มเลือดเกาะติดสะสมมาก   จำเป็นต้องทำการบำบัดต่อเนื่องหลายครั้ง)    หลังจากของเสียสารพิษลิ่มเลือดถูกขจัดดึงดูดออกจากบริเวณดังกล่าว   ผนังหลอดเลือดก็จะขยายกว้างขึ้น  เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่ปกติ  โครงสร้างส่วนประกอบต่างๆ  ของข้อต่อดังกล่าวก็เสื่อมโทรมชำรุด   ก็จะถูกบูรณะเสริมสร้างใหม่   อาการเจ็บปวดอักเสบที่มีอยู่ก็จะทยอยทุเลาดีขึ้น

                 วิธีการที่ 3 สำหรับผู้ป่วยที่มีสุขภาพค่อนข้างอ่อนแอร่างกายมีอาการโรคประจำเรื้อรังหลายอาการ   รวมทั้งมีอาการข้อต่อข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆ ข้อเจ็บอักเสบสะสมอยู่   อาการเช่นนี้จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์ทางเลือกสามประสานนี้   หรือเดินทางมาที่ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเซิ่งกู่ผม   ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานทำการบำบัด   อาการโรคอย่างทั่วหน้า (แบบองค์รวม)  ควบคู่กับทำการขจัดแก้ไขอาการข้อที่เจ็บปวดอักเสบไปพร้อมๆ กัน  เพื่อขจัดแก้ไขอาการเลือดไหลเวียนติดขัดโดยทั่วหน้า   ผลักดันให้อวัยวะต่าง ๆ กลไกระบบต่างๆ  ภายในร่างกายให้ฟื้นฟูกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ   ร่างกายก็จะเกิดพลังสามารถขจัดของเสียสารพิษบางส่วนออกจากร่างกายระดับหนึ่ง   ส่วนตามข้อต่อที่เจ็บปวดอักเสบรุนแรง  ก็เหมือนวิธีที่สองให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำเข็มเฉพาะมาเจาะแทงตามจุดตามบริเวณผิวหนังของข้อต่อที่สะท้อนออกเจ็บปวดอักเสบ   แล้วทยอยดึงดูดของเสียสารพิษ  ลิ่มเลือดออกจากบริเวณข้อต่อดังกล่าว  จนของเสียสารพิษต่างๆ ที่มีอยู่  ถูกขจัดแก้ไขดึงดูดออกมาจนหมดหรือเหลือส่วนน้อย  อาการเจ็บปวดอักเสบของข้อต่อดังกล่าวก็จะถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีขึ้น  ในเวลาเดียวกันทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุลสุขภาพฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้น


สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นจากแพทย์ทางเลือกสามประสาน  หลังจากได้ทำการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาวิธีบำบัดอาการโรคต่าง ๆ

                     นายสุรพัฒน์  ปุณวัฒนวิทย์   ได้เล่าอาการให้นักข่าวจากหนังสือพิมพ์จีนซินตงง้วนฟังว่า  “ ตนอายุ  78 ปี    18 ปีก่อนได้ถูกบริษัทผลิตเครื่องดื่มชูกำลังแห่งหนึ่งในประเทศไทย  ทาบทามและเชิญไปเป็นผู้บริหารโรงงานผลิตเครื่องน้ำชูกำลังแห่งหนึ่งในเมืองเกาะไหหลำ  ประเทศจีน      6 ปีก่อนเนื่องจากนั่งรถจักรยานของเพื่อน  ช่วงก้าวขึ้นรถผิดท่า  สะดุดทำให้บริเวณช่วงเอวซ้ายระหว่างข้อต่อที่ 2 – ที่ 3 บาดเจ็บและข้อเข่าของขาซ้ายเจ็บปวด   จนกลายเป็นอาการอักเสบ   หลังจากนั้นได้หาแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณจีนที่เมืองเกาะไหหลำ   ทำการบำบัดต่อเนื่อง 3 ปี  อาการที่ยังมิได้ทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพ   จากเวลาที่ผ่านไปอาการเจ็บปวดอักเสบเพิ่มทวีปมากขึ้น   และยังทำให้ข้อเข่าด้านขวาเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ  รวมทั้ง  2 ข้างเท้าด้านข้างนอก  ปวดเมื่อยตามมา   2 ปี  ก่อนได้เกษียณงานเดินทางกลับประเทศไทย   มือข้างหนึ่งถือไม้เท้า  เดินตระเวณเที่ยวหาแพทย์แขนงต่างๆ  ทำการบำบัดอาการเจ็บปวดที่เอวและ 2 ข้างข้อเข่าต่อเนื่อง   แต่ก็ไม่ได้ผล  จนกลางเดือนกรกฏาคมศกนี้  ได้ทราบข่าวว่าที่ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  อาจารย์สุทัศน์  กุลสันติพงศ์  ได้นำแพทย์ทางเลือกสามประสานที่ปรับปรุงแก้ไขพัฒนาวิธีบำบัดแล้ว   สามารถช่วยบำบัดอาการโรคต่าง ๆ (อาการโรคของระบบหลอดเลือด)   โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดทุเลาหายดี   ทั้งหายเร็วและมีประสิทธิภาพ

                     วันที่  26  กรกฏาคมศกนี้  ผมได้เดินทางมาที่ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่   เพื่อให้ อ.สุทัศน์  ช่วยทำการบำบัดอาการเจ็บปวดอักเสบต่างๆ ที่มีอยู่   หลังจาก อ.สุทัศน์  ได้ทำการเช็คตรวจสุขภาพอย่างละเอียด   พร้อมการวินิจฉัยแล้ว  อ.สุทัศน์ได้เริ่มทำการบำบัดโดยใช้วิธีการนวดฝ่าเท้าแบบจีน  ประสานนวดกดจุดลมปราณ  และประสานวางครอบถ้วยดูด   บำบัดอาการโดยทั่วหน้า (แบบองค์รวม)   หลังจากนั้นก็ประสานใช้เข็มเฉพาะ  (ใช้เฉพาะบุคคลและครั้งเดียว)  เจาะแทงเบา ๆ ตามจุดลมปราณบริเวณผิวหนังของเอวด้านซ้าย  และตามจุดลมปราณบริเวณรอบข้างของ  2 ข้อต่อหัวเข่า  จากนั้นได้นำถ้วยดูดมาครอบดูด   ดึงดูดของเสียสารพิษรวมทั้งลิ่มเลือดออกจากบริเวณตามจุดต่าง ๆ  (วิธีบำบัดโดยใช้เข็มเฉพาะเจาะแทงนี้ไม่ก่อเกิดอาการเจ็บปวดใดๆ  ต่อผิวหนังต่อร่างกาย  แต่สิ่งมหัศจรรย์ก็คือ  สามารถดึงดูดของเสียสารพิษต่าง ๆ รวมทั้งลิ่มเลือด  ออกมามากมาย  จากบริเวณผิวหนังที่วางครอบถ้วยดูด  วิธีบำบัดดังกล่าว  5 – 6 วันทำได้เพียง  1 ครั้ง)  จากนั้น อ.สุทัศน์ยังได้ใช้ยาสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพมาปะคบและพอกบำบัดตามจุดลมปราณที่เจ็บปวดอักเสบต่อเนื่อง  10 – 12 ชั่วโมง  ระหว่างยาสมุนไพรตัวนี้พอกอยู่  ตนมีความรู้สึกของเสียสารพิษตามบริเวณต่างๆ ยังได้ดึงดูดออกมาต่อเนื่อง   รุ่งเช้าตื่นขึ้นตนรู้สึกว่า  อาการเจ็บปวดอักเสบที่ช่วงเอวซ้ายและ  2 ข้างข้อเข่าทุเลาดีขึ้นมาก   จนถึงวันนี้ตนได้รับการบำบัดจากแพทย์ทางเลือกนี้เพียง  1 คอร์ส ( 10 ครั้ง)  อาการเจ็บปวดอักเสบที่ช่วงเอวและ  2 ข้างข้อเข่าทุเลาหายดีจนไม่รู้สึกมีอาการเจ็บปวดอัก   เดินทางไปไหนมาต้องใช้ไม้เท้าพยุงช่วย   เป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก  แต่ อ.สุทัศน์บอกผมยังจำเป็นต้องเสริมสุขภาพบำบัดต่อเนื่องอีกระยะเวลาหนึ่ง   อาการเจ็บปวดอักเสบที่มีอยู่จะได้ทุเลาหายดีอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล



                                                                        


                                                      คุณสุรพัฒน์  ปุณวัฒนวิทย์    ถ่ายรูปคู่กับ  อ.สุทัศน์  กุลสันติพงศ์


ประสบการณ์ของคุณสุวรรณี  ศรีโรจน์จริยา  ต่อสู้กับปีศาจโรคร้ายหัวใจ  และข้อเข่า  ข้อไหล่  เจ็บปวดอักเสบ

                     คุณสุวรรณี  ศรีโรจน์จริยา  อายุ  76 ปี ตั้งแต่วัยสาวตลอดถึงวัยกลาง  สุขภาพค่อนข้างแข็งแรงดีเป็นคน Active  มีการเคลื่อนไหวร่างกายสูง  ออกกำลังกายเป็นประจำร่วมกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนฝูง  และร่วมกิจกรรมการงานทางสถาบันคริสต์  จากที่เข้าสังคมร่วมกิจกรรมงานต่างๆ หลีกเลี่ยงไม่พ้นบางเวลาต้องร่วมรับประทานอาหารนอกบ้าน  ตามเหลาภัตตาคาร  แต่พอย่างเข้าอายุ  64 -65 ปี เริ่มมีความรู้สึกระบบย่อยขับถ่ายของตนเองเริ่มไม่ค่อยปกติ  ขับถ่ายไม่ค่อยราบรื่น  บริเวณรอบท้องมีก๊าซความชื้นสะสม  ท้องจุกแน่น  มีอาการเรอ  บางเวลาบริเวณทรวงอกแน่นเจ็บปวด  เวียนศีรษะ  2 ข้อเข่ามีอาการบวมเจ็บปวด 

                     จากการเช็คตรวจสุขภาพวินิจฉัยของแพทย์พบว่า  มีอาการความดันโลหิตสูง(ปานกลาง)  และ 2 ข้อเข่ามีอาการอักเสบ  ถึงแม้หลายปีที่ผ่านมาจะทานยาควมคุมความดันโลหิตสูง  และยาระงับข้อเข่าเจ็บปวดอักเสบ  ที่คุณหมอสั่งจ่ายให้แต่อาการเวียนศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว โดยเฉพาะบริเวณ  2 ข้อเข่ากลับมีอาการเจ็บปวดและเกิดอาการบวมน้ำมากขึ้น  และยังลามไปถึง 2 ข้อไหล่เจ็บปวดตามมาด้วย    

                     2 ปีก่อน วันที่กำลังจัดงานเลี้ยงเข้าอยู่บ้านใหม่ ญาติเพื่อนฝูงเต็มบ้านแต่วันนั้นคุณสุวรรณีกลับเกิดอาการเวียนศีรษะมาก  จนลืมตาไม่ขึ้น  นอนอยู่บนเตียงทั้งวันทั้งคืน  (ทั้งวันไม่ได้ทานข้าว)  พอรุ่งเช้ารู้สึกอาการเวียนศีรษะผ่อนคลายดีขึ้น  ก็รีบเดินทางมาที่ศูนย์เสริมสุขภาพผม  ให้ผมใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานช่วยทำการบำบัด

                       ผมได้ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานโดยการนวดฝ่าเท้าแบบจีน  ประสานกับการนวดกดจุดลมปราณและประสานกับการวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ  ขจัดแก้ไขอาการเจ็บปวดไม่สบายคามบริเวณต่างๆ ให้กับคุณสุวรรณี  โดยเฉพาะได้นำเข็มเฉพาะ (เข็มใช้เฉพาะบุคคล)  มาเคาะตีบริเวณจุดลมปราณของผิวหนังที่เชื่อมโยงกับ  2 ข้อเข่า  หัวไหล่  และปอด  หัวใจ  แล้วทยอยดึงดูดของเสียสารพิษ  รวมทั้งลิ่มเลือดออกจากบริเวณอวัยวะต่างๆดังกล่าว  ทำให้อาการเจ็บปวดอักเสบของข้อเข่า  หัวไหล่  ทุเลาผ่อนคลายดีขึ้นระดับหนึ่ง  ความดันสูงลดลง  เวียนศีรษะผ่อนคลายดีขึ้น  แต่จากที่คุณสุวรรณีเจ็บป่วยไม่สบายมาเป็นเวลานานปี  ของเสียสารพิษที่สะสมมากเกาะติดลึกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ  ที่ยังไม่สามารถดูดขจัดดึงดูดออกมาจนหมด  บวกกับคุณสุวรรณียังร่วมกิจกรรมงานต่างๆของสังคมต่อเนื่อง  โดยเฉพาะบางเวลายังต้องร่วมเดินทางไปต่างจังหวัด   หรือบางเวลาเดินทางไปเยื่ยมลูกสาวและหลานชายในจังหวัดขอนแก่น  บางครั้งจะอยู่ยาวถึงเดือน -  2 เดือน  พลถึงระยะเวลาหนึ่งอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆตามอวัยวะต่างๆ ก็กลับมาเกิดมีอาการอีก  ทันทีที่คุณสุวรรณีรู้สึกมีอาการผิดปกติก็รีบเดินทางมาศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่   ให้ช่วยจัดการขจัดแก้ไข   ปัจจุบันสุขภาพของคุณสุวรรณีฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้นมาก  อาการเจ็บปวดอักเสบตามข้อเข่า   ข้อไหล่  ทุเลาหายดีเป็นปกติ  ปอด  หัวใจปกติ  สามารถออกกำลังกายว่ายน้ำได้ทุกวัน            

ปล. ปัจจุบันทางศูนย์ได้ปรับปรุงพัฒนาวิธีบำบัดอาการโรคต่างๆ  ที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับตามข้อต่อต่าง ๆ เจ็บปวดอักเสบ  ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มเฉพาะมาเคาะตีต่อเนื่องหลาย ๆ ครั้ง  เพียงแต่ใช้เข็มเฉพาะเจาะแทงเบาๆ ชั้นบริเวณผิวหนัง  (โดยไม่ก่อเกิดอาการเจ็บปวดต่อผิวหนัง)   ตามจุดที่มีอาการอักเสบ  สะท้อนออกมีของเสียสารพิษ  ลิ่มเลือดเกาะติดสะสมอยู่  ก็จะสามารถดึงดูดสารพิษ  ลิ่มเลือดปริมาณมากกว่า  และมีประสิทธิภาพสูงกว่า  ทำให้ผนังหลอดเลือดดังกล่าว  ขยายกว้างขึ้นทันที  เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่ปกติ  อาการเจ็บปวดอักเสบที่มีอยู่ก็จะทุเลาดีขึ้นอย่างเด่นชัด   ทำให้การบำบัดย่อเวลาลงไปมาก



                                                               


                                                               คุณสุวรรณี  ศรีโรจน์จริยา  กำลังนวดฝ่าเท้าแบบจีน


บทความนี้แปลมาจากหนังสือพิมพ์จีนซิงจงง้วนรายวัน

ชีวิตประวัติของคุณสันต์ชัย  สิโรจน์รังสี   ช่วงหนุ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยมือเปล่า  และช่วงวัยชรายืนหยัดต่อสู้กับโรคร้ายต่าง ๆ จนได้รับชัยชนะ 

                  คุณสันต์ชัย  สิโรจน์รังสี   เล่าชีวิตประวัติของตนให้นักข่าวหนังสือพิมพ์จีน ซินตงง้วนฟังว่า  ตนอายุ  88  ปี  ช่วงหนุ่มตลอดถึงวัยกลางสร้างเนื้อสร้างตนด้วยมือเปล่า   อาศัยการทำงานที่ขยันขันแข่ง  อดทน  ประหยัด  จนประสบความสำเร็จสร้างฐานธุรกิจกิจการค้าที่มั่นคง   แต่พอย่างเข้าช่วงวัยชรา  10 กว่าปีก่อนต้องเผชิญถูกโรคร้ายต่างๆ รุมเร้าอย่างไม่หยุดยั้ง   เริ่มด้วยระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ไม่มีพลังขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ   ทำให้บริเวณรอบท้องจุกแน่น  แก๊สเยอะ  เกิดอาการท้องผูก   ปวดเอว  ปัสสาวะถี่  จากนั้นไม่นานเกิดอาการความดันโลหิตสูง   4 ปีก่อนเกิดอาการโรคเบาหวาน   3 ปีก่อนครั้งหนึ่งปัสสาวะมีเลือดออก  แพทย์วินิจฉัยต่อมลูกหมากโตอักเสบ  รับการผ่าตัดบำบัดโดยแพทย์   หลังจากผ่านการผ่าตัดแล้ว   ตนรู้สึกสุขภาพกลับตกต่ำ    ท้องผูกกลับเพิ่มรุนแรงและบางครั้ง  3-4 วันไม่ได้ขับถ่ายอุจจาระ   ทานข้าวไม่ค่อยลงน้ำหนักร่างกายลดลงเรื่อยๆ  อาการปวดเอวไม่ทุเลา  ยังลามก่อเกิด  2 ข้างเท้าด้านนอกปวดเมื่อยตามมา   ลำตัวไม่มีพลัง  ก้าวเดินทุกฝีก้าวแสนลำบาก  กลางคืนนอนหลับไม่ดี  ปัสสาวะถี่    มีอาการเวียนศีรษะรุนแรง     ถึงขั้นมีครั้งหนึ่งเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ   พอลงจากรถจะก้าวเข้าโรงพยาบาลเกิดเวียนศีรษะรุนแรง   จนหน้ามืดวูบลงไปบนพื้น   หลังเข้าห้องฉุกเฉินแพทย์ปฐมพยาบาลจึงจะฟื้นขึ้นมา  แพทย์วินิจฉัยว่าสาเหตุเกิดจากโลหิตจางเลือดเหนิด   น้ำตาลเลือดสูง  (สูงถึง  300  กว่า)  ร่างกายมีลิ่มเลือดเกาะติด   ต้องนอนพักฟื้นรักษาตัวโรงพยาบาลหลายวัน   หลังให้น้ำเกลือให้เลือดแล้วสุขภาพถึงจะดีขึ้น  ระยะเวลา  3 ปีที่ผ่านมา  ต้องเข้าๆ ออกๆ นอนรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้ง  ทุกครั้งแพทย์ต้องเสริมให้เลือด   แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมากสุขภาพตนก็ยังมิได้ถูกปรับปรุงแก้ไขดีขึ้น   โดยเฉพาะโลหิตจางเหมือนเดิม  น้ำหนักยังลดต่อเนื่อง   อาการเวียนศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว  แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดอีกครั้ง   แต่ตนไม่มั่นใจวิธีบำบัดโดยการผ่าตัดจึงปฏิเสธความปรารถดีของแพทย์

                   ปลายปีที่แล้ว  ( 2558)  ตนได้อ่านหนังสือพิมพ์และทราบว่าวิธีบำบัดโดยแพทย์ทางเลือกสามประสานของ อ.สุทัศน์  กุลสันติพงศ์   สามารถขจัดอาการโรคต่างๆ รวมทั้งโรคเรื้อรังของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพ   รุ่งเช้าอีกวันก็ให้ลูกสาวขับรถมาหาอ.สุทัศน์  จากการเช็คตรวจสุขภาพทั่วหน้า  อ.สุทัศน์วินิจฉัยว่า สาเหตุหลักของสุขภาพตนที่ทรุดโทรมอ่อนแอ  และร่างกายมีอาการโรคเรื้อรังหลายอย่างสะสม    เกิดจากระบบย่อยขับถ่ายและระบบกลั่นกรองประสิทธิภาพงานตกต่ำ   ไม่สามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย  ทำให้มีของเสียสารพิษตกค้างสะสมอยู่ตามบริเวณรอบท้อง  แก็สเยอะ  ความชื้นสะสมเกิดอาการท้องจุกแน่น  ท้องผูก  เบื่ออาหาร  ม้ามดูดซึมสร้างเลือดไม่ดีนานวันเกิดอาการโลหิตจาง    นอกจากนั้นของเสียสารพิษบางส่วนยังทยอยซึมเข้าไปเส้นเลือดไหลเวียนไปเกาะติดสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดของปอด  หัวใจ  ไต  และตามข้อต่อที่ต้นคอ   ข้อต่อกระดูกเอว  เกาะติดสะสมนานวันแปรพันเป็นของเหลว  ลิ่มเลือด  ผนังหลอดเลือดนับวันแคบลง   จนอาการไหลเวียนติดขัดจึงเกิดอาการเจ็บปวดตามบริเวณต้นคอ  ทรวงอกบริเวณเอว  โดยเฉพาะอาการพร่องของหัวใจ   หัวใจปั๊มบีบเลือดส่งเข้าหลอดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  บนสมองศีรษะไม่สม่ำเสมอ    ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ   และจากไตพร่องทำให้ปัสสาวะถี่  นอนหลับไม่ดี  ลำตัวปวดเมื่อย  อ.สุทัศน์ได้ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานโดยการนวดฝ่าเท้าประสานนวดกดจุดลมปราณและประสานใช้ถ้วยดูดสุญญากาศ   ทำให้บำบัดทั่วหน้า  (องค์รวม)  และเน้นขจัดขจัดแก้ไขเกี่ยวกับอาการย่อยขับถ่ายไม่ปกติ  ไตพร่อง  โดยแนะนำให้ตนทานอาหารและยาสมุนไพรเสริมบำรุงไต  บำรุงเลือดและพยายามทานมันเทศ  แก้วมังกรสีม่วง  ช่วยขับถ่ายให้มากขึ้น   หลังรับการบำบัดระยะเวลาหนึ่ง   ระบบย่อยขับถ่ายของตนถูกปรับปรุงดีขึ้น  ขับถ่ายได้มาก  อาการท้องผูกลดลง   ทานข้าวทานอาหารได้มากขึ้น  น้ำหนักร่างกายทยอยเพิ่มมากขึ้น  (มากถึง   4-5 กิโลกรัม)  ติดต่อเวลาครึ่งปีไม่ได้เสริมเลือดในร่างกาย  แต่อาการปวดเอวและเวียนศีรษะยังมิได้ทุเลาดีขึ้น  และเนื่องจากตนบ้านอยู่อ่อนนุช  สวนหลวง  ค่อนข้างห่างไกลจากคลินิคของ อ.สุทัศน์  และระยะเวลาหนึ่งลูกสาวติดภาระงานยุ่ง  ไม่สามารถขับรถมารับส่ง   จึงเว้นรักษาไประยะเวลาหนึ่ง    ช่วงกลางเดือนสิงหาคมศกนี้  ตนทราบข่าวว่าวิธีบำบัดโดยแพทย์ทางเลือกสามประสานของ อ.สุทัศน์ได้มีการพัฒนา  ปรับปรุงดีขึ้น  สามารถทำให้อาการโรคต่างๆ ที่มีอยู่   ถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีขึ้นอย่างเด่นชัดและมีประสิทธิภาพ     จากนั้นตนก็ตัดสินใจว่าจ้างแท็กซี่เฉพาะ  (ครั้งหนึ่งต้อนเสียค่ารถ  600 บาท)  มาหา อ.สุทัศน์  อ.สุทัศน์นอกจากได้ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสานทำการบำบัดอย่างทั่วหน้า  และยังได้ประสานใช้เข็มเฉพาะอีกแบบหนึ่ง  (เข็มใช้เฉพาะบุคคลครั้งเดียว)  เจาะแทงเบาๆ บริเวณผิวหนัง     เกี่ยวกับจุดลมปราณต้าจุยที่เกี่ยวสัมพันธ์กับข้อต่อต้นคอ   และข้อต่อต่างๆ  ส่วนอื่นในร่างกาย  และจุดลมปราณที่เกี่ยวสัมพันธ์กับปอด  หัวใจ  ข้อต่อเอว  สะท้อนออกมีสารพิษ  ลิ่มเลือดเกาะติดสะสมอยู่   (โดยไม่ก่อเกิดอาการเจ็บปวดต่อบริเวณผิวหนังต่างๆ  ดังกล่าว)   หลังจากนั้นใช้ถ้วยดูดมาทำการดูดอีกเพื่อดึงดูดของเสียสารพิษ  ลิ่มเลือดออกมาต่อเนื่อง   ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่ปกติ   หลังจากนั้นยังได้ใช้ยาสมุนไพรเฉพาะมาปะคบและฟอกบำบัดตามจุดลมปราณต่างๆ ดังกล่าว   ทำการดึงดูดของเสียสารพิษต่อเนื่อง  10-12 ชั่วโมง    อาการเจ็บปวดอักเสบของอวัยวะและข้อต่อต่างๆ ก็จะทุเลาดีขึ้นอย่างเด่นชัด   เป็นวิธีบำบัดที่มหัศจรรย์มาก  อ.สุทัศน์เพียงใช้วิธีบำบัดดังกล่าวเพียง  3 ครั้ง  (ครั้งหนึ่งต้องเว้น 4-5 วัน)  ปัจจุบันอาการเจ็บปวดอักเสบที่บริเวณข้อต่อเอวทุเลาดีขึ้นมาก   อาการเวียนศีรษะไม่เกิดขึ้น  น้ำตาลเลือดลดเหลือ  117  (จากเดิม 300  กว่า)   ทานข้าวได้ปกติ  น้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้น  5  กิโลกรัม  ก้าวเดินอย่างมีพลัง  ชีพจรเต้นปรับดีขึ้นเหมือนคนธรรมดา   และตนรู้สึกจิตใจและกำลังใจตนเสมือนกลับไปช่วงเวลาอายุ  50-60ปี


                                                                   

                                                                                 คุณสันต์ชัย    สิโรจน์รังสี   ถ่ายรูปกับ  อ.สุทัศน์  กุลสันติพงศ์

สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นจากแพทย์ทางเลือกสามประสาน

                    คุณเดชาพล    ก็เป็นบุคคลหนึ่งถูกอาการโรคความดันโลหิตสูง  เวียนศีรษะ  กลางคืนนอนหลับไม่ดี   ทรวงอกแน่นเจ็บปวด  หัวใจเต้นเร็ว  ปวดต้นคอ  ปวดบ่า  ปวดสะบัก  มือเท้าเย็นรุมเร้าทำร้ายมาตลอดหลายเดือน   หมอก็หาแล้ว  ยาควบคุมความดันโลหิต  และยาแก้ปวดอักเสบก็ทานแล้ว  อาการไม่ทุเลาหาหมอนวดแผนโบราณนวดต่อเนื่องมาหลายครั้ง  หาหมอกระดูกบำบัดอาการดีขึ้นระดับหนึ่งแค่อีกสักพักก็กลับมาเจ็บปวดอีก  วันเวลายิ่งผ่านไปดูเหมือนอาการต่าง ๆ ที่มีอยู่จะเพิ่มทวีมากขึ้น  ทำให้ตนค่อนข้างจะกังวลและห่วงใย   อาจจะเกิดมีอาการโรคร้ายแทรกซ้อนตามมา  จนเมื่อวันที่  12  กันยายน  2559  ได้ค้นหาใน Google  และ Website  เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกของ อ.สุทัศน์    กุลสันติพงศ์  ซึ่งสามารถบำบัดอาการโรคต่างๆ ของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพ  จึงตัดสินใจเดินทางมาที่ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  ปรึกษา อ.สุทัศน์ (ผม) ความเป็นไปได้ที่จะช่วยขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ ที่ตนเผชิญอยู่

                   ผมได้เช็คตรวจสุขภาพอย่างทั่วหน้า  และวินิจฉัยอาการต่าง ๆ ของคุณเดชาพลที่มีอยู่ให้ฟังว่า  สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดไม่สบายที่มีอยู่  มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบย่อยขับถ่าย  ระบบกลั่นกรองประสิทธิภาพที่ตกต่ำ   ถึงแม้คุณเดชาพลจะขับถ่ายอุจาระได้ทุกวัน   แต่ขับถ่ายไม่เต็มที่  บริเวณรอบท้องยังมีลมแก็ส  ความชื้นเกาะติดสะสม  ของเสียสารพิษที่มิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากจะทำให้บางส่วนสะสมอยู่บริเวณรอบท้อง  บางส่วนยังจะซึมเข้าไปในเส้นเลือด   ไหลเวียนไปเกาะติดสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย  เช่น  ตามผนังหลอดเลือดของข้อต่อกระดูกซีกโครง  ทรวงอก  ต้นคอ  บ่า  และผนังหลอดเลือดของปอด  หัวใจ  สะบัก  เกาะติดสะสมนานวันจนแปลพันเป็นของเหลว  หรือกระทั่งลิ่มเลือด  ผนังหลอดเลือดตามอวัยวะตามข้อต่อต่างๆ  ก็ยิ่งแคบลง  เลือดไหลเวียนไม่โล่งติดขัดก็เกิดอาการเจ็บปวดอักเสบตามมา  โดยเฉพาะอาการพร่องประสิทธิภาพงานตกต่ำของปอด  หัวใจ  หัวใจไม่สามารถบีบปั๊มเลือด   เลือดเข้าสู่หลอดเลือดไปหล่อเลี้ยงตามบริเวณ  บ่า  ต้นคอ  และอวัยวะต่างๆ บนศีรษะอย่างสม่ำเสมอ   อาการปวดหัวเจ็บศีรษะก็ตามเกิดขึ้น

                  ผมได้ใช้แพทย์ทางเลือกสามประสาน  โดยการใช้การนวดฝ่าเท้าแบบจีน  ประสานกับการนวดกดจุดลมปราณ  และประสานกับการใช้ถ้วยครอบดูดสุญญากาศ  ทำการบำบัดอย่างทั่วหน้า (แบบองค์รวม)  เพื่อผลักดันให้เลือดให้ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ข้อต่อต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น  อวัยวะต่างๆ กลับมาทำงานที่มีประสิทธิภาพ  ทำให้ระบบย่อยขับถ่ายของคุณเดชาพลปรับปรุงดีขึ้น   ค่ำคืนนอนหลับได้ดี  อาการเวียนศีรษะทุเลาดีขึ้นระดับหนึ่ง   วันที่ 3 หลังการบำบัดอย่างทั่วหน้าแล้ว  ผมได้ใช้เข็มเฉพาะเจาะแทงเบาๆ  (โดยไม่ก่อเกิดอาการเจ็บปวดต่อผิวหนังและผลข้างเคียงใดๆ  ต่อสุขภาพ)  ตามจุดลมปราณต่างๆ   บนผิวหนังของแผ่นหลังร่างกาย  ซึ่งเกี่ยวสัมพันธ์กับปอด  หัวใจ  ข้อต่อของต้นคอ  บ่า  และสะบัก  สะท้อนออกมีสารพิษ  ลิ่มเลือดเกาะติดสะสมอยู่  แล้วนำถ้วยมาครอบดูดบริเวณจุดลมปราณต่างๆ ดังกล่าว  ดึงดูดของเสียสารพิษและลิ่มเลือดออกจากบริเวณดังกล่าว   จากนั้นใช้ยาสมุนไพรปะคบและพอกบำบัดต่อเนื่อง  10 -12 ชั่วโมง  ตามจุดลมปราณต่างๆ  ที่ขจัดสารพิษลิ่มเลือดออก   ผลทำให้ตลอดทั้งคืนนั้น  คุณเดชาพลนอนหลับดีขึ้น  รุ่งเช้าความดันสูงลดลงระดับหนึ่ง    อาการเวียนศีรษะทุเลาดีขึ้น    จากนั้นอีก  3 วันเราใช้วิธีบำบัดดังกล่าวขจัดแก้ไขอาการต่างๆ ให้คุณเดชาพลต่อเนื่อง  โดยเฉพาะหลังจากได้ใช้เข็มเฉพาะเจาะแทงและนำถ้วยครอบดูด  ดูดสารพิษต่าง ๆ และลิ่มเลือดอีกครั้ง  ทำให้อาการเวียนศีรษะ  ความดันโลหิตสูงและเจ็บปวดอักเสบตามบริเวณอวัยวะต่างๆ  ที่เคยมีอยู่ได้ทุเลาหายดีอย่างเด่นชัดมาก  มือเท้าอุ่นขึ้น  จนคุณเดชาพลบอกผมว่า  สุขภาพร่างกายได้ฟื้นฟูเข้าสู่ปกติแล้ว  อาการเจ็บปวดไม่สบายต่างๆ ได้ทุเลาหายจากไป  ผมได้วิเคราะห์สรุปอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่าง ๆ ของคุณเดชาพลที่มีอยู่  ซึ่งสามารถถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีอย่างเด่นชัดนี้   สาเหตุมีส่วนเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของคุณเดชาพลยังไม่ทรุดโทรมอ่อนแอมาก  อาการเจ็บป่วยไม่สบายพึ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือน  ของเสียสารพิษต่างๆ รวมทั้งลิ่มเลือด  ที่เกาะติดสะสมอยู่ตามผนังอวัยวะต่าง ๆ ตามข้อต่อต่าง ๆ ยังสะสมไม่ลึกมาก  หลังจากเรานำแพทย์ทางเลือกสามประสานมาช่วยทำการบำบัดอย่างทั่วหน้า (แบบองค์รวม)  ผลักดันให้เลือดกลับมาไหลเวียนมีประสิทธิภาพ   และผลักดันให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ   ร่างกายของคุณเดชาพลก็เกิดมีพลังสามารถขจัดของเสียสารพิษต่างๆ ออกจากตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ของอวัยวะและข้อต่อ  บางส่วนถูกขับออกโดยทางปัสสาวะ  อุจจาระ  บางส่วนถูกดึงดูดออกมาเกาะติดบนผิวหนัง   แต่หลังจากาเราใช้เข็มเฉพาะเจาะแทงตามจุดลมปราณต่างๆ บนผิวหนังที่สะท้อนออกมีของเสียสารพิษ  ลิ่มเลือดเกาะติด  แล้วทยอยดึงดูดของเสียสารพิษและลิ่มเลือดเหล่านี้ออกมา  ผนังหลอดเลือดของอวัยวะ (โดยเฉพาะปอด หัวใจ)  และตามข้อต่อต่าง ๆ ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้นทันที  เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงเข้าสู่ปกติ  (เป็นวิธีดุลยภาพบำบัด)  อาการเจ็บปวดไม่สบายตามอวัยวะและตามข้อต่อต่างๆ  ก็ทุเลาหายดีได้อย่างเด่นชัด.


มนุษย์ผูกปมไว้ที่ใด  จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนส่วนมากในปัจจุบัน  สุขภาพร่างกายทรุดโทรม   ล้มเจ็บป่วยตายกันมากมาย

                สังคมปัจจุบันของประเทศเราเจริญก้าวหน้า     มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน  มีแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือกแขนงอื่นๆ มาคอยดูแลรักษาอาการโรคต่างๆ ให้แก่ประชาชนทั่วหน้า     แต่เรากลับพบเห็นคนส่วนมากในสังคมมีภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำสุขภาพทรุดโทรม   เป็นหวัด  ปวดหัวง่าย  ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  หรือกระทั่งท้องผูก  คนวัยกลางคนและผู้สูงวัยส่วนมากเป็นโรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ต่อมลูกหมากโต   ข้อต่อต่างๆ (เช่นข้อต่อเอว  ข้อเข่า  ข้อไหล่  ต้นคอ  บ่า ) เจ็บปวดมีอาการอักเสบเกาะติดสะสม  หนุ่มสาวสมัยนี้  ก็ใช่จะแข็งแรงกว่าคนวัยกลางคนและผู้สูงวัย     หนุ่มสาวนับวันจะป่วยเป็นโรคของผู้สูงวัยมากขึ้น  โดยเฉพาะสุภาพสตรี   บริเวณมดลูก  รังไข่  รอบเต้านมมีเนื้องอก   ซีสต์  หรือกระทั่งเป็นเนื้อร้ายเป็นมะเร็งกันมากขึ้น

             แล้วมนุษย์ได้ผูกปมไว้ที่ใดจึงเป็นสาเหตุทำให้เราภูมิคุ้มกันตกต่ำ   ร่างกายทรุดโทรม  ล้มเจ็บ  ป่วยตายเป็นอันมาก


ปัจจัยที่ทำให้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน  สุขภาพทรุดโทรม  ภูมิคุ้มกันตกต่ำ  

ผู้คนส่วนมากทราบดีว่า   ปัจจัยที่บั่นทอนสุขภาพเรามี   4 อ  เป็นหลัก  คือ

  1. อากาศ  สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
  2. อาหาร  การกินการดื่ม  ส่วนมากปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ
  3. อารมณ์ที่เคร่งเครียด  อ่อนไหว  กังวล
  4. ออกกำลังกาย  คนส่วนมากมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลง 

                 ทำไมแค่  4 อ  ถึงรุนแรงจนทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายทั้งบ้านทั้งเมือง     ก่อนที่เราจะมาเจาะลึกหาสาเหตุที่ทำให้สุขภาพเราทรุดโทรม   ผมใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมวิเคราะห์ถึงความสำคัญของโครงสร้างระบบอวัยวะในร่างกายมนุษย์เรา   โดยเฉพาะหน้าที่ของอวัยวะหลัก  เช่น  ปอด  หัวใจ  ไต  ตับ  และกลไกของระบบหมุนเวียนเลือด  ระบบประสาท  กลไกของระบบเส้นลมปราณ   และกลไกของเขตสะท้อนที่กระจายอยู่  2 ข้างฝ่าเท้า  ซึ่งอวัยวะและกลไกระบบต่างๆ ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกายเราอย่างแน้นแฟ้น

 

ความหมายของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

                      ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกธร  ปิยธำรงรัตน์  ผู้แต่งเขียนหนังสือ   “ระบบอวัยวะของร่างกาย”  ได้กล่าวถึงความหมายของระบบอวัยวะของร่างกายมนุษย์ว่า  “ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยระบบอวัยวะ  ( organ system)  อันมีวิวัฒนาการมาอย่างเหมาะสมและประกอบเป็นร่างกายที่สมบูรณ์แบบสอดคล้องกับการดำรงชีวิตเป็นอย่างดี  ระบบอวัยวะทั้งหลายจะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาร่างกายให้คงสภาพชีวิตอยู่ได้ตราบเท่าอายุขัย   หากระบบอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไปก็ย่อมทำให้ร่างกายเสียสมดุล    ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บบั่นทอนชีวิต   ดังนั้นการมารู้จักธรรมชาติของระบบอวัยวะเหล่านี้   ทั้งในแง่โครงสร้างและการทำงาน   จึงมีส่วนสำคัญในอันที่จะทำให้เราสามารถดูแลร่างกายให้ปกติสุข   ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บจนกว่าจะถึงเวลาเสื่อมสลายไปเองตามธรรมชาติ

                  ปอด   ทำหน้าที่ควบคุมการหายใจเข้าออกของร่างกาย  ฟอกอากาศฟอกเลือด  ช่วยหัวใจสูบฉีดเลือด   รวมทั้งขับเคลื่อนลมปราณ  (พลังชี่)  ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนในร่างกาย  มีโครงข่ายเชื่อมโยงใกล้ชิดกับผิวหนัง  เส้นขน  จมูกและลำไส้ใหญ่  ปอดช่วยขับของเสีย  น้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย  โดยทางจมูกและเหงื่อ  และขับของเสียลงสู่ลำไส้ใหญ่ออกจากร่างกาย   หากปอดพร่องประสิทธิภาพ   นอกจากตัวปอดเองเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ยังจะก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ในร่างกายตามมา  เช่น  เป็นหวัด  หลอดลมอักเสบ  ภูมิแพ้  เกิดอาการบวมน้ำ  ระบบย่อยและขับถ่ายผิดปกติ   หลอดเลือดหัวใจตีบ  ฯลฯ

                 หัวใจ   เป็นเจ้าแห่งเลือด  ทำหน้าที่ปั๊มสูบเลือดเข้าหลอดเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย  เป็นเจ้าแห่งอวัยวะภายใน  ทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินไปของชีวิต   ถ้าหากเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจติดขัด   หัวใจปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง   นอกจากจะเกิดอาการเจ็บป่วยโดยตรงที่หัวใจแล้ว    ยังก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายตามมา

                  ไต  เป็นรากฐานของอวัยวะภายใน  มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับกระดูก  ไขกระดูก  สมอง  เส้นผม  หู  อวัยวะสืบพันธุ์  ทวารหนัก

                   ไต  ทำหน้าที่เก็บสะสมสารจำเป็นของชีวิต   สารจำเป็นสามารถเปลื่ยนเป็นเลือด  ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ให้ทำหน้าที่เป็นปกติ  และมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรค   สารจำเป็นของไตสร้างไขกระดูก   เพื่อไปหล่อเลี้ยงกระดูกและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย    ทำหน้าที่กลั่นกรอง   ควบคุมการไหลเวียนและสมดุลของปริมาณน้ำในร่างกาย  ควบคุมทั้งปัสสาวะและอุจจาระ     ไตยังควบคุมหยิน หยาง  ของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย  ไต   จึงมีความสัมพันธ์กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย  ในเวลาเดียวกัน  ไตเป็นอวัยวะที่อ่อนไหว  แพทย์จีนจึงเน้นอยู่เสมอ  “ไตเหมาะกับเสริมสร้างบำรุง  ไม่เหมาะกับถูกกระทบกระเทือนบั่นทอน”   ถ้าไตพร่องอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ก็จะตามมา    ภูมิคุ้มกันตกต่ำ  เป็นหวัดง่าย  ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  บวมน้ำ    ข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ  ปัสสาวะไม่ราบรื่น  นอนหลับไม่ดี  ร่างกายอ่อนล้า  ฯลฯ

                   ตับ  เป็นอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง    ที่มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับถุงน้ำดี  เส้นเอ็น  ตา  ฯลฯ  ตับเป็นคลังสะสมเลือด     ช่วยรักษาสมดุลของเลือดในร่างกาย     กลางวันตับจะแผ่ซ่านลมปราณ (ชี่)  และเลือด  ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  กลางคืนจะดึงเลือดกลับมา  1/3 ส่วนเพื่อเก็บไว้ที่คลังต้น   เนื่องจากค่ำคืนอวัยวะทุกส่วนในร่างกายจะพักผ่อน  ไม่จำเป็นต้องเลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงมาก  รวมทั้งตัวตับเอง  ตับผลิตน้ำดีผ่านท่อถุงน้ำดี    และหลั่งออกทางลำไส้เล็ก  ช่วยการย่อยอาหาร   ถ้าตับพร่องประสิทธิภาพ   นอกจากอาจก่อเกิดอาการอักเสบในตับ     ยังอาจก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ในร่างกายตามมา   เช่น  เกิดอาการกรดไหลย้อน  ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ   ถุงน้ำดีเป็นนิ่ว   อาการเจ็บป่วยผิดปกติของตา   ประจำเดือนไม่ปกติ ฯลฯ

ระบบหมุนเวียนเลือด

                      ระบบหมุนเวียนเลือด   ประกอบด้วยเลือดไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด  โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าสู่เส้นเลือด   เพื่อลำเลียงไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  ระบบหลอดเลือดเป็นวงจรปิด   การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดนี้  1 รอบใช้เวลาประมาณ  30 นาที  ฉะนั้นในเวลาดังกล่าวการไหลเวียนของเลือด     ต้องไหลเวียนอย่างมีพลังต่อเนื่องสม่ำเสมอ    จึงจะสามารถนำสารอาหารที่มีคุณประโยชน์   รวมทั้งออกซิเจน  ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะต่างๆ   ระหว่างเส้นเลือดฝอยแดง  และเส้นเลือดฝอยดำ   ซึ่งทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารซึ่งกันและกันอยู่นั้น  การไหลเวียนของเลือดยิ่งต้องมีพลัง   การแลกเปลี่ยนสารจึงจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ   กล่าวคือ  สารอาหารที่มีคุณประโยชน์    ลำเลียงโดยเส้นโลหิตฝอยแดงมาหล่อเลี้ยงอวัยวะ  จะถูกอวัยวะดูดซึมไปใช้ประโยชน์   ส่วนของเสียที่เกิดขึ้น    ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  เลือดเสียบางส่วนหลังจากผ่านการเผาผลาญ   แลกเปลี่ยนสารจะต้องถูกเส้นโลหิตฝอยดำนำออกจากบริเวณดังกล่าว   เพื่อลำเลียงไปรวบรวมสู่เส้นโลหิตดำ (ใหญ่)  แล้วลำเลียงไปสู่ปอดเพื่อให้ปอดฟอกเป็นเลือดสีแดงที่มีคุณค่า   แล้วส่งต่อให้หัวใจบีบส่งเข้าสู่เส้นเลือดอีกครั้ง   แต่ถ้าหากการไหลเวียนของเลือดในร่างกายไร้ประสิทธิภาพ    ของเสียหรือสารพิษต่างๆ  ก็จะไม่สามารถถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ   จะเกิดมีของเสียสารพิษหรือกระทั่งลิ่มเลือดบางส่วน  ทยอยตกค้างอยู่  ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะ    เมื่อสะสมนานวันจะแปรเป็นของเหลว  ลิ่มเลือด  หรือกระทั่งเป็นของแข็ง  ซีสต์  เนื้องอก  หรือกระทั่งเป็นเนื้อร้าย  ผนังหลอดเลือดนับวันยิ่งแคบลง  การไหลเวียนของเลือด  ไม่โล่ง   ติดขัด   อาการเจ็บป่วยไม่สบายของอวัยวะดังกล่าว  ก็จะเกิดขึ้นตามมาส่งผลให้ร่างกายสูญเสียสมดุล

                      ระบบประสาท    ประกอบด้วย  เส้นประสาทและเซลล์ประสาทซึ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกายเป็นหลัก    ปกติเส้นประสาท    เซลล์ประสาทต้องอาศัยเลือดมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ  ถึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ในเวลาเดียวกันเลือดก็ต้องการ  การขับเคลื่อนจากเซลล์ประสาทที่มีประสิทธิภาพ    เลือดถึงจะสามารถไหลเวียนได้อย่างสม่ำเสมอ   ในที่นี้ผมใคร่ขอเชิญทุกท่านมาดูตัวระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติก  ซึ่งกระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังของเรา     ซึ่งระบบประสาทตัวนี้แสดงถึงความสัมพันธ์และควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย   ตั้งแต่ต้นคอ  สมอง  ใบหน้า  ปอด  หัวใจ  ตับ  ถุงน้ำดี  ม้าม  กระเพาะอาหาร  ไต  ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ฯลฯ  แสดงว่าระบบประสาทนอกจากจะเกี่ยวข้องกับเลือดที่ไหลเวียนในหลอดเลือดแล้ว      ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย

                     กลไกระบบเส้นลมปราณ  4 – 5 พันปีก่อนแพทย์จีนโบราณค้นพบว่าในร่างกายมนุษย์เรามีระบบเส้นลมปราณทำงานเป็นโครงข่าย  ซึ่งมีเส้นลมปราณหลัก  12  เส้นกระจายอยู่  2 ข้างเท้า  2  ข้างแขนและแตกเป็นเส้นลมปราณแขนง  ลมปราณย่อยและจุดลมปราณต่างๆ ประมาณ 409 จุด   กระจายอยู่ทั่วร่างกายซึ่งเส้นลมปราณต่างๆ  เหล่านี้เชื่อมโยงซึ่งกันและกันและยังเชื่อมโยงกับอวัยวะต่างๆ รวมทั้งผิวหนัง  กระดูก  เนื้อเยื่อ  เส้นเอ็น    เส้นลมปราณและจุดลมปราณต่างๆ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  เชื่อมสัมพันธ์กับอวัยวะและปรับอวัยวะให้กลับเข้าสู่การทำงานตามปกติ   ปรับทั่วร่างกายเข้าสู่สมดุล

                      กลไกของเขตละเขต    ฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของประสาท   ร่างกายมนุษย์มีกลไกเขตสะท้อนซึ่งกระจายอยู่  2  ข้างฝ่าเท้า  ซึ่งมีเขตสะท้อนประมาณ  64  เขต  แต่ละเขตเกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   กล่าวคือ  ถ้าหากเขตสะท้อนใดเกิดอาการเจ็บปวด  เลือดไหลเวียนติดขัด   ก็จะสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์เกิดมีอาการเจ็บปวดไม่สบาย   เช่นเดียวกัน  ถ้าอวัยวะภายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ก็จะสะท้อนไปถึงเขตสะท้อนฝ่าเท้าที่เกี่ยวข้องเกิดอาการเจ็บปวดหรือผิดรูปทรง  

                     จากบทความเบื้องบนเราจะเห็นกลไกของเขตสะท้อน  และกลไกของระบบเส้นลมปราณ  ระบบเส้นประสาท   มีความสัมพันธ์กับระบบไหลเวียนเลือดและประสิทธิภาพของอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกายอย่างใกล้ชิด      สังคมปัจจุบัน     เนื่องจากคนส่วนมากดำเนินชีวิตสวนทางและขัดกับธรรมชาติ   โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลงอย่างมาก     เวลาเดินทางสัญจรไปมาไม่ใช้  2  เท้าเป็นหลัก   เพราะมีพาหนะสารพันชนิด  เช่น  รถยนต์  รถไฟ  เครื่องบิน  เรือยนต์  ฯลฯ  อำนวยความสะดวก   2 มือก็เกือบไม่ต้องขยับทำงานคอยกดแต่ปุ่มของเครื่องใช้ไฟฟ้า  คอมพิวเตอร์   การเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อยลงทำให้กลไกของเขตสะท้อน   กลไกของระบบเส้นลมปราณ   กลไกของระบบประสาท    มีประสิทธิภาพตกต่ำเสมือนถูกบล๊อกไว้   ส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนในหลอดเลือดอย่างไร้ระเบียบ     ทำให้อวัยวะต่างๆ  กลไกระบบต่างๆ ภายในร่างกายตกต่ำ   โดยเฉพาะกลไกของระบบย่อยและขับถ่าย   ระบบกลั่นกรอง    ระบบดุลยภาพที่ตกต่ำ    ร่างกายก็จะไม่สามารถขจัดของเสียออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ     ทำให้มีของเสียทยอยตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย   บวกกับวันๆ เรายังต้องสูบอากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   ก๊าซพิษต่างๆ  เข้ามาในร่างกาย   บริโภคอาหารที่ปรุงแต่งสารเคมี   สิ่งต่างๆ เหล่านี้   ถ้าหากมิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากจะทำให้เลือดหนืดการไหลเวียนของเลือดช้าลง     ยังจะก่อเกิดการตกค้างสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย  เกาะติดสะสมนานวันก็จะแปรเป็นของเหลว   เป็นลิ่มเลือด  หรือกระทั่งเป็นของแข็ง  ซีสต์  เนื้อร้าย  ผนังหลอดเลือดนับวันจะแคบลง   การไหลเวียนของเลือดไม่โล่ง  เกิดอาการติดขัด   อาการเจ็บป่วยไม่สบายตามอวัยวะต่างๆ ก็จะตามมา

                    ในสภาพการณ์เช่นนี้  คนส่วนมากในสังคมยังมองข้าม   ผลเสียรุนแรงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ  ที่คอยบั่นทอนสุขภาพเราอยู่เกือบตลอดเวลา      มีบุคคลบางกลุ่มดำเนินชีวิตอย่างไร้วินัย  รวมทั้งมีพฤติกรรมบริโภคอาหารที่ตามใจปากไม่ถูกหลักอนามัย     ส่งผลซ้ำเติมบั่นทอนอวัยวะหลักในร่างกาย   ทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียสมดุล   และก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ตามมา  อาทิ

-                   กลุ่มบุคคลที่นิยมรับประทานอาหารรสเค็ม  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  นิยมบริโภคน้ำดื่มที่

มีสารกาแฟอิน  เช่น  ชา  กาแฟ  และเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำ  เนื่องจากสารกาแฟอินสะสมมากถึงระดับหนึ่งก็จะไปบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของไต  ทำให้ไตบกพร่อง

-                   กลุ่มบุคคลที่นิยมสูบบุหรี่   ดื่มเหล้า  เบียร์เกินปริมาณบ่อยครั้ง  บุหรี่มีสารนิโคติน

สะสมระดับหนึ่ง   จะบั่นทอนประสิทธิภาพงานของปอด  หลอดลมและไต   ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สะสมระดับหนึ่งจะไปบั่นทอนตับและไต

-                   กลุ่มบุคคลที่นิยมทานอาหารตามเหลา  ภัตตาคาร  โรงแรม  อาหารที่ปรุงแต่งเกิน

  ควรซึ่งมี  ไขมัน  โปรตีน  คอเลสเตอรอลที่มากเกินควร  รับประทานบ่อยครั้ง  นานวันจะทำให้ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  หรือกระทั่งเกิดอาการท้องผูก

-                   กลุ่มบุคคลที่ปกติทานอาหารไม่ค่อยครบ  5 หมู่  ทำให้ร่างกายขาดสารบางอย่าง

และนิยมบริโภคเสริมด้วยสารเคมีบำรุง   หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำเร็จรูป  (บางอย่างจะผสมด้วยสารเคมี  โดยมิได้ปรึกษาแพทย์ก่อนว่า  สารเคมีและอาหารเสริมเหล่านี้เหมาะสมกับสุขภาพตนหรือเปล่า)   ถ้าหากสารเคมีและอาหารเสริมเหล่านี้มิได้ถูกร่างกายดูดซึมไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ   ส่วนเกินที่เหลือก็จะตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายตามกระเพาะ  ลำไส้และตามข้อต่อต่างๆ   สะสมนานวันจะก่อเกิดอาการย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  หรือข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ

-                   กลุ่มบุคคลที่ทำงานประจำอยู่กับกิจการ  หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องเกี่ยวข้อง

กับสารเคมีต่างๆ  (หรือกระทั่งก๊าซพิษ)    จากที่คลุกคลี่อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมี  ก๊าซพิษเป็นเดือนเป็นปีๆ  สารเคมี  ก๊าซพิษเหล่านี้จะทยอยแทรกซึมผ่านทางจมูก  หลอดลม  ผิวหนัง  ตลอดถึงปอด    สะสมอยู่ในร่างกายระดับหนึ่ง   จะก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ ในร่างกายตามมา   เช่น  เป็นหวัด  คอเจ็บ  ปวดหัวง่าย  ภูมิแพ้  ปอดอักเสบ   ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   ท้องผูก    โรคผิวหนัง    หรือกระทั่งอาการเจ็บปวดตามข้อต่อต่างๆ   

-                   บุคคลที่มีภาระหน้าที่จำเป็นต้องทำงานอยู่ในช่วงกลางคืน    และกลุ่มบุคคลอีก

ประเภทที่ใช้ชีวิตเวลาช่วงค่ำคืนเฝ้าอยู่กับรายการโทรทัศน์  ดูหนังดูละคร  หรือเล่นคอมพิวเตอร์จนดึกดื่น  2 ยามตีหนึ่ง  บุคคลดังกล่าวนี้ส่วนมากจะมีสุขภาพภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง   ง่ายก่อเกิดอาการโรคต่างๆ เนื่องจากตามธรรมชาติร่างกายมนุษย์เรา  พอถึงค่ำคืน  อวัยวะทุกส่วนในร่างกายต้องการพักผ่อน    แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับไปกระตุ้นผลักดันอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้กลับมาทำงานอีกครั้ง   โดยเฉพาะตับ  ต้องกลับมาทำงานแผ่ซ่านลมปราณ (ชี่)  และเลือดมาหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ นานวันตับก็จะอ่อนล้า  พร่องและก่อเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายของตัวตับและอวัยวะอื่นในร่างกายตามมา   ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ว่าด้วยสรีระของตับ

                    วิธีดำเนินชีวิตที่สวนทางกับธรรมชาติ   การเคลื่อนไหวร่างกายที่ลดน้อย  สิ่งแวดล้อมมลภาวะเป็นพิษ   อาหารการกินการดื่มที่ปรุงแต่งสารเคมี  สารพิษต่างๆ   การแข่งขันที่รุนแรง   อารมณ์ที่เคร่งเครียด  กังวล  ห่วงใย  บวกกับวิธีดำเนินชีวิตที่ขาดระเบียบวินัย     เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ   เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดอย่างไร้ระเบียบ      ฉะนั้นปัจจุบันเราจะพบคนไทยจำนวนมากมีระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   หรือเกิดอาการท้องผูก  กรดไหลย้อน   ภูมิคุ้มกันตกต่ำ   เป็นหวัด  ปวดหัว  ภูมิแพ้  สตรีบริเวณมดลูก  รังไข่และบริเวณเต้านมมีเนื้องอก  ซีลต์หรือเนื้อร้าย  มะเร็ง  ผู้ชายวัยกลาง  40 – 50 ปี ก็เกิดมีอาการต่อมลูกหมากโตอักเสบ  กระทั่งเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก  ข้อต่อต่างๆ ( เช่น ปวดเอว  ข้อต่อเอวอักเสบ  ข้อเข่า  ข้อไหล่  บ่า  ต้อคอ)   เจ็บปวดอักเสบ  ความดันโลหิตสูง   ความดันโลหิตต่ำ  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ฯลฯ     เมื่อคนส่วนมากในสังคมตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้   เวลาเกิดมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ถ้าเป็นอาการโรคที่ไม่รุนแรง  หรือเพิ่งเกิดอาการใหม่ๆ  รับการบำบัดจากแพทย์ทำการบำบัดขจัดแก้ไขอาการเฉพาะที่มีอยู่   อาการที่มีอยู่จะถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดี   แต่ถ้าหากเป็นผู้ป่วยที่มีสุขภาพทรุดโทรม  อ่อนแอ  ภูมิคุ้มกันต่ำ   ร่างกายมีอาการโรคประจำตัวหลายอาการสะสมอยู่   อวัยวะหลายอย่างบกพร่อง  ร่างกายสูญเสียความสมดุลค่อนข้างมาก    เวลารับการบำบัดจากแพทย์แขนงใดๆ  โดยมิได้บำบัดอาการโรคแบบองค์รวม    ควบคู่กับการขจัดแก้ไขโรคเฉพาะทางไปพร้อมกัน   เพียงแต่เน้นขจัดแก้ไขอาการโรคเฉพาะหน้าที่มีอยู่   ถึงแม้อาการโรคที่มีอยู่อาจถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีขึ้น   แต่เนื่องจากทั่วร่างกายของผู้ป่วยยังคงสูญเสียสมดุลอยู่    อีกไม่ช้าไม่นานอาการเจ็บป่วยที่ถูกขจัดแก้ไข  ทุเลา  ก็อาจกลับมาอีก   โดยเฉพาะถ้าเป็นวิธีบำบัดและการใช้ยาบำบัดแล้วก่อเกิดมีผลข้างเคียง   ทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียความสมดุล    ก็อาจทำให้ผู้ป่วยก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนตามมา  

                         เมื่อตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้  ทุกคนจึงต้องตื่นตัว  สนใจ  ดูแลสุขภาพ  ต้องสรรหามาตราการต่างๆ เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  จะได้มีพลังและมีกำลังใจที่จะต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บที่คอยคุกคามทำร้ายร่างกายเราอยู่เกือบตลอดเวลา  

 

แล้วจะทำอย่างไรเราจึงสามารถฟื้นฟูสุขภาพและภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น?

วิธีแรก     พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากเท่าที่จะทำได้  หรือไม่ก็ต้องออกกำลังกายให้เป็นประจำทุกวัน  การออกกำลังกายต้องปฏิบัติให้ถูกหลัก    เพื่อให้สอดคล้องกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด   เพราะหลอดเลือดในร่างกายเป็นวงจรปิด  การไหลเวียนของเลือดจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ   ไหลเวียน  1 รอบ ใช้เวลาประมาณ  30 นาที   ฉะนั้นการออกกำลังกายที่ถูกหลักคือ  ต้องออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน     ก่อนออกกำลังกายต้องอบอุ่นร่างกาย   ช่วงการออกกำลังกายต้องต่อเนื่อง  สม่ำเสมอ  ไม่ทำๆ หยุดๆ ใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  เช่น  การวิ่งจ๊อกกิ่ง   การขี่จักรยาน  ถีบจักรยาน  ว่ายน้ำให้ต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง  การเดิน  (ต้องเดินเร็วหน่อย)  ขั้นต่ำ  35 – 40  นาที   จากการออกกำลังกายที่ถูกหลัก     จะทยอยผลักดันให้โลหิตในร่างกายหมุนเวียนเร็วขึ้น    ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ  ในร่างกายปรับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ    เมื่อร่างกายทุกส่วนถูกปรับเข้าสู่สมดุล   สาร   ENDOPHIN   จะหลั่งไหลออกมาดูแลสุขภาพของเรา    ในช่วงที่สารตัวนี้หลั่งออกมา     ความเหน็ดเหนื่อยจะค่อย  ๆ  บรรเทาจากนั้นจะรู้สึกมีพลังในตัว    เหงื่อจะถูกขับออกจากร่างกาย     เสมหะในลำคอจะถูกขับออก    ลำคอจะชุ่มชื่น  บริเวณรอบท้องที่แน่นจะค่อย  ๆ  ผ่อนคลาย    ระบบย่อยและขับถ่ายถูกปรับปรุงดีขึ้น  และทำให้ค่ำคืนสามารถนอนหลับดี  หลับลึก  สาร   ENDOPHIN   ตัวนี้จะอยู่รับใช้สุขภาพเราประมาณ  12 ชั่วโมง  ถ้าหากผู้ใดมีเวลาก็ลองออกกำลังกายวันละ  2 รอบ เช้าและเย็น  เพื่อจะดึง  ENDOPHIN  ตัวนี้ออกมาดูแลสุขภาพเราทั้งวันทั้งคืน

               พยายามบริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย   พยายามทานอาหารให้ครบ  5 หมู่  และเน้นบริโภคอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก   พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภท  เค็ม  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  และอาหารที่ปรุงแต่งเกินควร   โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีน  ไขมันมาก  ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก   ต้องดูแลระบบย่อยและขับถ่ายเป็นพิเศษ    เพื่อป้องกันมิให้เกิดมีอาการย่อยและขับถ่ายผิดปกติ  หรือกระทั่งท้องผูก    ในที่นี้ผมใคร่ขอแนะนำให้ทานมันเทศ, ข้าวโพดและแก้วมังกร  (เนื้อในเป็นสีแดงสีม่วง)  ไปเสริมช่วยระบบย่อยและขับถ่าย    มันเทศเป็นพืชผักอันดับหนึ่งที่วงการแพทย์แผนจีน  (รวมทั้งสื่อต่างๆ ในประเทศตะวันตก)  ยกย่อง    ว่าสามารถช่วยป้องกันและต้านทานมะเร็งลำไส้  สามารถรับประทานได้ทั้งแบบนึ่ง   เผา  หรือต้มกับขิงแก่  มันเทศต้มขิงทานสัปดาห์ละ  1-2 ครั้ง  เนื่องจากขิงแก่ค่อนข้างเผ็ด   ทานมากอาจบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของไต   และมิควรทานมันเทศช่วงหัวค่ำ  เพราะจะทำให้จุกท้องได้ง่าย

                สำหรับผู้ใดที่มีความจำเป็นต้องดื่มชา  กาแฟ  เครื่องดื่มที่มีสารกาแฟอินเพื่อกระตุ้นอารมณ์ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ     ควรสรรหามาตราการมาคอยเสริมสร้างบำรุงไตไปพร้อมกัน    อย่างเช่น  บริโภคอาหารประเภทงาดำ  ลูกบัว  ถั่วดำจีน  ถั่งเช่า  หรือสูตรลูกเดือยต้นกับไข่ขาว    (นำลูกเดือยต้มให้สุภ  และใส่แต่ไข่ขาวลงไปต้ม  คนอีกครั้งให้สุกจากนั้นจะทานโดยใส่น้ำผึ้ง  1 ช้อนชา)    สูตรนี้มีผลต่อการบำรุงไตและมีโปรตีน

   

ฝึกนวดฝ่าเท้าและวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศด้วยตนเอง

                       วิธีฝึกนวดฝ่าเท้าและการวางครอบถ้วยดูดด้วยตนเองนั้นไม่ยุ่งยาก   ฝึกง่ายเรียนรู้ได้เร็ว   และมีประโยชน์มากต่อการเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดอาการโรคด้วยตนเอง

( กรณีที่อาการโรคที่ไม่รุนแรง)   ท่านสามารถศึกษาและฝึกวิธีนวดฝ่าเท้าและวางครอบถ้วยดูดด้วยตนเองที่เว็บไซต์ของศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  www.zhenguhealthland.com

แพทย์ทางเลือกสามประสานเป็นทางเลือกหนึ่ง  ที่สอดคล้องกับสุขภาพร่างกายของผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน    สามารถนำมาเสริมการแพทย์ขจัดอาการโรคต่างๆ โดยเฉพาะอาการโรคของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพ

                    แพทย์ทางเลือกสามประสาน  คือ   ศาสตร์การนวดฝ่าเท้าแบบจีน   ประสานกับการศาสตร์การนวดกดจุดลมปราณ   และศาสตร์การวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ    ในที่นี้ผมใคร่ขอกล่าวถึงทฤษฎี    และประโยชน์ที่จะได้รับจากการวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ

 

ทฤษฎีของการวางถ้วยดูดสุญญากาศ

                        ทฤษฎีการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ (Vacuum Cupping)ในการบำบัดอาการโรคต่างๆ  อาศัยการปฏิบัติงานของชุดเครื่องปั้มดูดระบบสุญญากาศ ปั้มดูดอากาศออกจากภายในบริเวณถ้วย ความกดดันของสุญญากาศดึงดูดผิวหนังให้นูนสูงขึ้น   บริเวณผิวหนังดังกล่าว ถูกกระตุ้นถูกกดดันทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ผลักดันให้เลือดลมไหลเวียนเข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น   ในเวลาเดียวกันก็ได้ผลักดันให้เส้นลมปราณ จุดต่างๆ ของเส้นลมปราณ เซลล์ของเส้นประสาท เซลล์ของเลือดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านพยาธิวิทยา   ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอม   สารพิษ  เชื้อโรค   ของเสียต่างๆ เหล่านี้ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดประสานกับการกดดันของถ้วยดูด และการปฏิบัติหน้าที่ของผิวหนัง  สารพิษบางส่วนจะถูกดูดออกจากรูขุมขนของผิวหนังโดยตรง   แสดงออกเป็นไอน้ำ   หยดน้ำเกาะติดอยู่กับผนังของถ้วยดูด   บางส่วนจะถูกดูดมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง (แสดงออกเป็นสีผิวต่าง ๆ) จากนั้นจะถูกขจัดออกจากร่างกายพร้อมกับเหงื่อ   หรือสลายไปตามเลือดลมที่หมุนเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด   ถูกขับออกจากร่างกายโดยทางปัสสาวะและอุจจาระ

                   เมื่อของเสียต่าง ๆ ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดแล้ว   ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  ทำให้เลือดลมซึ่งไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างระเบียบ  อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ได้รับเลือดมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ   ก็จะปรับการปฏิบัติหน้าที่เข้าสู่ปกติและมีประสิทธิภาพ ทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุล


สรรพคุณของการวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศที่โดดเด่น

                      สามารถขจัดของเสียและสารพิษต่างๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   ความชื้น  (น้ำส่วนเกินในร่างกาย)  หรือกระทั่งน้ำเหลืองเสีย  เส้นเลือดออกจากรูขุมขนของบริเวณผิวหนังครอบถ้วยดูด   (แสดงออกเป็นไอ  หยดน้ำ  เกาะติดอยู่ผนังถ้วยดูดหรือเป็นตุ่ม  น้ำเหลืองเจือปนเส้นเลือด   เกาะติดอยู่บนผิวหนัง)   แต่ถ้าหากเป็นสารพิษหรือลิ่มเลือดสะสมเกาะติดลึกแน่นอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะ   ข้อต่อต่างๆ   ซึ่งแสดงอาการอยู่ตามจุดลมปราณของผิวหนังเราก็จะนำเข็มเฉพาะ(ใช้เฉพาะกับบุคคลและเพียงครั้งเดียว)  มาเจาะแทงจุดลมปราณของผิวหนังดังกล่าว (โดยเจาะแทงเบาๆ  ไม่เกิดอาการเจ็บปวดต่อผิวหนังและผลข้างเคียงใดๆ ต่อสุขภาพร่างกายผู้ป่วย)   แล้วนำถ้วยมาครอบดูด  ดูดสารพิษ  ลิ่มเลือดออก   ของเสียต่างๆ ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือด   เลือดกลับมาไหลเวียนหล่อเลี้ยงตามสู่ปกติ   โครงสร้างส่วนประกอบของอวัยวะที่เสื่อมโทรม  ดังเช่น  หมอนรองกระดูกของข้อต่อ  ก็จะถูกบูรณะซ่อมแซมเสริมสร้างใหม่  อวัยวะหรือข้อต่อที่เจ็บปวดอักเสบไม่สบายก็จะทยอยทุเลาหายดี

                     วิธีบำบัดโดยการวางครอบถ้วยดูด  เป็นวิธีที่ปลอดภัยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใดๆ ต่อผิวหนังและสุขภาพของผู้ป่วย   เนื่องจากบริเวณผิวหนังที่วางครอบถ้วยดูดเป็นสุญญากาศ   เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมใดๆ จะไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังดังกล่าว   เข้าสู่ร่างกายและยังเป็นวิธีดุลย์ภาพบำบัดที่มีประสิทธิภาพ     จากที่เราขจัดของเสียออกจากผนังหลอดเลือดอวัยวะแล้ว  เลือดที่ดีในร่างกาย   ก็จะไหลเวียนเข้าไปหล่อเลี้ยงตามปกติ   โครงสร้างส่วนประกอบที่เสื่อมโทรม   ก็จะทยอยบูรณะ  ซ่อมแซมใหม่  และกลับฟื้นฟูแข็งแรงดีขึ้น   จึงเสมือนเป็นการผ่าตัดและการฟอกเลือดฟอกไตของแพทย์แผนปัจจุบัน   จึงเป็นวิธีการบำบัดที่วงการแพทย์สมควรนำมาเสริมช่วยขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ   โดยเฉพาะโรคของระบบหลอดเลือด  เช่น  ความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  ไตพร่อง  ต่อมลูกหมากโต  โรคข้อต่อต่างๆ  (เช่น ข้อเข่า  ข้อเอว  ข้อไหล่  บ่า  ต้นคอเจ็บปวดอักเสบ)  ระบบย่อยและขับถ่ายไม่ปกติ  ท้องผูก  ปวดหัว  ปวดหัวไมเกรน  ฯลฯ


ปลายปี  พ.ศ. 2558 ที่แล้ว  อ.ทิพาภร  ค้าทันเจริญและผู้บริหารงานของโทรทัศน์ช่อง ETV  สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ   ได้ยกทีมงานและกองถ่ายเข้ามาที่ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่   ทำการสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับความรู้วิชา   วิธีบำบัดของแพทย์ทางเลือกสามประสาน   และได้จัดทำเป็น VDO   เพื่อให้ความรู้ด้านต่างๆ แก่นักเรียน  นักศึกษา เยาวชนและประชาชนทั่วไป   โดยมีกำหนดออกอากาศรายการเพื่อชีวิตและสุขภาพดังนี้

                 ตอนแพทย์ทางเลือกสามประสาน  ตอนที่ 1  ในวันอาทิตย์ที่  31 มกราคม  2559  เวลา  16.00 น.และออกอากาศซ้ำ  วันจันทร์ที่  1 กุมภาพันธ์  2559  เวลา  8.30 น.

                 ตอนแพทย์ทางเลือกสามประสาน  ตอนที่ 2  ในวันอาทิตย์ที่  7 กุมภาพันธ์  2559  เวลา  16.00 น.และออกอากาศซ้ำ  วันจันทร์ที่  8  กุมภาพันธ์  2559  เวลา  8.30 น.

                  ตอนพลังชีวิตเพื่อรักษาตนเอง   ในวันอาทิตย์ที่  14 กุมภาพันธ์  2559  เวลา  16.00 น.และออกอากาศซ้ำ  วันจันทร์ที่  15  กุมภาพันธ์  2559  เวลา  8.30 น.

               ซึ่งสามารถรับชมได้  7 ช่องทางการรับชม ETV


1.    รับชมจากระบบ IPTV  (Internet Protocol Television)

2.     โทรศัพท์มือถือ  Smartphone  ที่  www.etvthai.tv/m

3.     จานรับสัญญาณดาวเทียม  ระบบ KU-BAND

4.      ทาง Internet ที่ www.etvthai.tv

5.      เคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ

6.      ผ่าน Application etvthai ใน Smartphone

7.      สมาชิก....true visions (True 64)


ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  

email:  zhenguhealth@gmail.com 

เปิดทำการ  ทุกวันอังคาร -  วันอาทิตย์  เวลา  8.00 น.  -  17.00 น.

                (หยุดทุกวันจันทร์)

 
 หน้าแรก  บทความ  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ
By ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่.  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view